Sunday, March 30, 2014

ดื่มน้ำย่านางปั่นรักษาสิวกันเถอะ [แนวคิดการรักษาสิวที่ควรปฏิบัติ การประเมินร่างกายก่อนการรักษาสิวตามแนวธรรมชาติ]

สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจที่ติดตามนุชาทั้งหลาย หลังจากที่ไม่ได้อัพบล็อก 10 กว่าวัน เนื่องจากนุชาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบปรายภาค ทำเอาเครียดกันไปเลย วันนี้ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังกันว่าช่วงนี้นุชา ฮิตกินน้ำผักชนิดไหนอยู่

เนื่องจากสภาพอากาศประเทศไทยร้อนอบอ้าว แทบล้มวัวล้มควายให้ตายได้เลย.... ที่พลาดไม่ได้ในฤดูกาลนี้ก็คือ การดื่มน้ำย่านางคั้นสดเท่านั้น นุชาไม่ค่อยจะแนะนำให้ทานแบบสกัด หรือ แบบแคปซูลเท่าไหร่ครับเพราะคุณภาพที่ได้ไม่เท่ากัน หรืออาจไม่เห็นผลเลยครับ



ย่านางจากที่นุชาศึกษาและทดลองทานมาเกือบ 2 ปี เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นที่สุดและเกิดในแถบ อิสาน และภาคเหนือของไทย ซึ่งส่วนมากเขาไม่ค่อยทานแบบน้ำครับ คนเหนือ อีเสานเขาจะใช้ใส่แกงหน่อไม้ ซึ่งจะไปดับฤทธิ์ร้อนในหน่อไม้ เมื่อเราทานเข้าไปร่างกายจะไม่เกิดภาวะร้อนเกินครับ หรือที่เรียกว่าทำให้ร่างกายสมดุลนั้นเองครับ นอกจากย่านางจะมีฤทธิ์เย็นแล้ว ยังประกอบไปด้วย วิตามินเอ ซี และแคลเซียม และวิตามินอื่นๆ และจุดเด่นที่สุดคือมีคลอโรฟิลในปริมาณที่มากและส่งผลต่อระบบขับถ่ายทำให้ผิวพรรณสดใสได้อีกด้วยครับ

จากที่เคยทดลองปฏิบัติการรักษาสิวตามแนวธรรมชาติบำบัดมา พบว่า การทานย่านางอาจจะไม่เหมาะกับทุกๆ คนครับ เพราะแต่ละคนแตกต่างทั้งสะภาพร่างกาย และความสมดุลของร่างกาย (หยิน-หยาง) หรือทฤษฏี ร้อน - เย็น แตกต่างกันนั่นเองครับ ในปัจจุบันแนวทางการรักษาสิวตามธรรมชาติบำบัดจะให้นิยามการรักษาสิวว่า สิวเกิดจากภาวะร้อนเกิน และเกกิดจากสะสมในร่างกาย เมื่อร่างกายขับสารพิษออกหมดแล้วสิวก็จะหายไป แต่ทว่า...ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องซะทีเดียวเพราะนุชาปฏิบัติแล้วไม่ได้ทำให้สิวหายขาดหากไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ในการควบคุมเชื้อสิวด้วย จึงทำให้หลายๆ คนปฏิบัติแล้วเกิดอาการสิวเห่อประทุรุนแรง และทำให้การรักษายากต่อการควบคุมและทำให้สภาพผิวหน้าของเราเยินแบบแก้ไขไม่ได้และทำให้เกิดหลุมสิวตามมา



การรักษาสิวตามแนวใดๆ คุณจะต้องประเมินร่างกายของตนเองก่อนว่า เหมาะสมหรือไม่ที่จะทำ ในเคสที่ควรรักษาสิวที่เกิดจากภาวะร้อนเกินในร่างกายนั้นจะต้องทราบว่าตัวเองไม่ค่อยทานผัก ระบบขับถ่ายไม่ดี อึไม่ออก หรือถ่ายสัปดาห์ละครั้ง และเกิดแผลร้อนในบ่อย เป็นต้น ในเคสนี้ก็จะเหมาะกับการรักษาสิวจากการปรับสมดุลภายในร่างกายด้วยการหันมาทานสมุนไพรฤทธิ์เย็น

อีกในกรณีหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดคือเมื่อนอนดึก ไม่ออกกำลังกายเลย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะร้อนใน แต่ทว่า.. มันเกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนของเลือดมากกว่า เมื่อรักษาสิวตามแบบทานของฤทธิ์เย็นก็จะทำให้ไม่ได้ผล และอาจจะเกิดผลเสียอื่นๆ  ตามมาได้อีกด้วย คุณอาจจะปรับและแก้ไขด้วยต้นเหตุนอนดึกก็นอนแต่หัวค่ำ ไม่ออกกำลังกายก็ออกกำลังบ้าง โยคะ วิดพื้น อะไรก็ตามแต่ที่ตัวคุณถนัด ทำไปเลย มันจะช่วยได้มากกว่า...

เมื่อคุณประเมินสภาพร่างกายของคุณได้คุณก็จะสามารถปฎิบัติตนเองได้ถูกต้อง


เอาล่ะ........ อธิบายมาซะยาวนะครับหลายๆ คนน่าจะเข้าใจมากขึ้น นุชาก็เลยมาแนะนำการทานน้ำย่านางปั่นหรือคั้นสดให้ดูกันนะครับ

วัตถุดิบ

ก็ไม่มีอะไรมากมายที่ใช้ก็มี

  • ใบย่านาง ประมาณ 50 ใบ
  • เครื่องปั่น
  • กระชอน
  • น้ำเย็น 1 ลิตร 
ขั้นตอนวิธีการทำ
  1. ล้างใบย่านางให้สะอาด แล้วหั่นให้ละเอียด ส่วนตัวใช้กรรไกรตัดเอา เพราะหั่นไม่เข้าครับ มันเหนียวมากมาย
  2. นำไปย่านางใส่ในเครื่องปั่นโดยปั่นที่ละน้อยๆ แล้วใส่น้ำเปล่าที่เย็นๆ ให้ท่วม ถ้าใส่เยอะเครื่องปั่น ปั้นไม่ไหวอาจจะไหม้ได้ครับ จากนั้นก็เลือกระดับที่แรงสุดปั่นจนกากละเอียดยิบ แล้วค่อยกรองเอาแต่น้ำครับ
  3. เมื่อกรอกเสร็จก็สามารถดื่มได้ทันที หากดื่มไม่หมดก็เก็ยใส่ตู้เย็นไว้ได้ เก็บได้ไม่เกิน 3 วันครับ
วิธีการแนะนำการดื่ม

ส่วนมากนุชาจะดื่มตอนท้องว่าง ก่อนทานอาหารทุกมื้อ 30 นาที 1 แก้ว 






XOXO
HappyNucha


ติดตามความเคลื่อนไหวได้ีพูดคุยกันได้ที่
E-mail : happynucha.shop@gmail.com
ติดตามบล็อกสุขภาพ : http://happyacne2you.blogspot.com

ย่านางรักษาสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, สิวหายด้วยธรรมชาติ, แนวทางการรักษาสิว

Thursday, March 20, 2014

Review : Benzac AC ยารักษาสิวอักเสบ สิวหายได้ ถ้าใช้เป็น

สวัสดีครับ ช่วงนี้คนเป็นสิวกันเยอะนะครับ อาจจะเกี่ยวกับอาการร้อนหน้าเลยมันมากและทำให้ เกิดการอุดตัน และเกิดสิวอักเสบได้มาก จึงมีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ค้นหาวิธีการรักษาสิวเข้ามาเจอ Blog นี้ แล้วเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์รักษาสิว Benzac AC ว่ามันคืออะไร ใช้อย่างไร ซึ่งแต่ละคำถามมีมาก และซ้ำกันๆ

หลักฐานที่ผ่านการใช้มาแล้ว 5555+

ซึ่งบางรายไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ใช้ Benzac AC แล้วเกิดอาการสิวเห่อ สิวทะลัก หน้าลอก หน้าแดง หน้าแสบ ฯลฯ วันนี้นุชา ก็เลยขอยกประเด็นที่ถาม และข้อสงสัย มาตอบกันในนี้เลยนะครับ

มาทำความรู้จักยารักษาสิว Benzac AC หรือเรียกย่อว่า BP ซึ่งตัวยาสำคัญที่ออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อสิว และช่วยปลัดเซลล์ผิวคือ (Benzoyl peroxide)  ซึ่งในท้องตลาดตอนนี้ที่นุชา สำรวจมา

จะมี 2 ขนาด คือ 
  • Benzac AC 2.5 % ระดับอ่อนที่สุดที่มีขายตอนนี้
  • Benzac AC 5 % ระดับความเข้มข้นที่แรงที่สุดที่ขายตอนนี้
ซึ่งในต่างประเทศมีถึงความเข้มข้น 10 % กันเลยทีเดียว แม่เจ้าาา ผิวไม่ลอก แหกเลยหลอครับ T_T


คุณสมบัติของ Benzoyl peroxide
  • มีฤทธิ์เป็น Comedolytic ช่วยให้หัวสิวหลุดออกจากตุ่มสิว
  • ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ Propionibacterium acnes ซึ่งเป็นสาเหตุของสิว
หลักการทำงานของตัวยาจะไปฆ่าเชื้อ P.acne ทำให้ไม่ไปรวมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วกับไขมัน ทำให้รักษาและป้องกันการเกิดสิวหนองได้
และสามารถทำให้หน้าแห้งขึ้นได้ เพราะ BP มีประสิทธิภายในการละลยและฟอกเอาไขมันที่ผิวหน้าออกไป 

ซึ่งส่วนตัวแล้วนุชาใช้มาประมาณ 4-5 หลอด หลอดละ 60 กรัม หนึ่งหลอดใช้ได้ประมาณ 1 เดือนกว่า ไม่เกินนี้แน่นอน ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับยารักษาสิวชนิดอื่นๆ ผลที่ได้รับคือสิวอักเสบลดจำนวนลง และผลพลอยได้คือทำให้สิวอุดตันขับออกมไวขึ้น ซึ่งนุชาใช้ยาตัวนี้ คู่กับ Retin-A ด้วย ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจในระดับนึงครับ

วิธีใช้ยาในเอกสารกำกับยา สรุปได้ใจความสำคัญดังนี้
  • ใช้ทาผิวหนังบริเวณที่เป็นสิววันละ 1-2 ครั้ง โดยเริ่มจากทายาวันละครั้งก่อนเพื่อดูการตอบสนองของผิวหนังต่อยา
  • ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทายา แล้วเช็ดให้แห้ง ทายาจำนวนเล็กน้อยและถูเบาๆ
  • อาจใช้ระยะเวลา 4-6 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลของการรักษาเต็มที่ หากไม่ดีขึ้นหลังจากนี้ควรปรึกษาแพทย์
  • ระวังอย่าให้ยาเข้าตา จมูก หรือปาก หรือสัมผัสกับส่วนผิวหนังบอบบางอื่นๆ
  • หากมีความจำเป็นต้องใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ไม่ควรปิดบริเวณที่ทาด้วยพลาสเตอร์ หรือผ้าปิดแผล นอกจากเป็นคำสั่งแพทย์
  • ยานี้อาจทำให้สีของเสื้อผ้าซีดจางได้
อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา 
  1. อาการอันไม่พึงประสงค์ที่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที มีดังนี้ แสบร้อน คัน แดง ตกสะเก็ด หรือผิวหนังบริเวณที่ทายาบวมอย่างรุนแรง
  2. อาการอันไม่พึงประสงค์อื่นที่อาจเกิดระหว่างใช้ยา หากเป็นต่อเนื่อง หรือ รบกวนชีวิตประจำวัน ให้ แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบมีดังนี้ ผิวหนังมีความไวต่อแดดมากขึ้น แสบร้อนเล็กน้อย ผิวแดง อักเสบ ระคายเคือง หรือผิวหนังลอกหลังการใช้ภายใน 2-3 วัน
การเก็บรักษายา 
  1. เก็บยาในภาชนะปิด และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  2. เก็บยาที่อุณหภูมิห้อง 20-25 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงบริเวณที่ความร้อนหรือความชื้นสูง
  3. ทิ้งยานี้เมื่อยาหมดอายุ
คำแนะนำการใช้ที่นุชาแนะนำ

สำหรับผู้เริ่มต้นใช้ นุชาแนะนำให้ใช้ Benzac AC 2.5 % ระดับอ่อนที่สุด เพื่อทดสอบการระคายเคืองของผิวหนังและให้ผิวหนังสามารถปรับตัวกับยาก่อน เมื่อใช้ Benzac AC 2.5 % นี้ผิวหนังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ค่อยปรับเปลี่ยนมาใช้ Benzac AC 5 % 

สำหรับวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ 
นุชา แนะนำให้ใช้ทาก่อนล้างหน้า เช้า และ เย็น เท่านั้น ช่วงแรกให้ทาทิ้งไว้ ในระยะเวลา 5- 15 นาที ไม่เกินนี้ หากเกินเวลานี้อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ครับ 

*** ระยะเห็นผลที่สามารถพบได้ว่าสิวอักเสบดีขึ้น 2 - 4 สัปดาห์ขึ้นไปครับ  


คำถามที่พบบ่อย !!!!!!!!!!!

1. สามารถใช้ Benzac AC ทาก่อนนอนได้หรือไม่ ?
ตอบ ความจริงแล้วในเอกสารประกอบการใช้ไม่ได้ระบุว่าจะต้องทาก่อนล้างหน้านะครับ แต่ในความจริงน่าจะใช้ทาก่อนนอนได้ แต่อัตราการระคายเคืองจากผู้ที่ใช้จริงๆ พบว่าเกิดการระคายเคืองได้มากกว่า และมีปัญหาผิวมากกว่า ซึ่งจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี หากผู้รักษาสิวทาก่อนล้างหน้าไม่เกิดการแสบผิวใดๆ หรือไม่กระเตื้องเลย... ก็ทดลองทาก่อนนอนก็ได้ครับ แต่อย่างที่บอกหน้าไหม้ หน้าลอกอย่างมาเหี่ยวงใส่กันนะครับ

2. สิวหายแล้วเลิกใช้ได้หรือไม่ ?
ตอบ สามรถเลิกใช้ได้ครับ เป็นยาที่ช่วยฆ่าเชื้อสิวและช่วยผลัดเซลล์ผิวเท่านั้น เพราะตัวยาไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือปรับโครงสร้างของผิวใดๆ และไม่เหมือนกับการใช้เรตินเอครับ เรตินเอเมื่อเลิกใช้สิวอาจจะกลับมาเป็นอีกเพราะผิวหน้ากลับมามีเป้นสภาพเดิมก่อนการรักษาด้วยเหตุผลที่ว่าผิวไม่สามรถผลัดเซลล์ได้ทัน จึงเกิดการอุดตันของไขมันในรูขุมขน ส่วนตัวยา Benzac AC ไม่เหมือนกันครับอย่างที่บอกข้างต้น เมื่อสิวกลับมาก็เริ่มใช้ใหม่ได้ แต่ทางที่ดีนะครับ นุชาแนะนำว่าควรใช้ต่อเนื่องควบคุมการเกิดสิวไปตลอดได้เลย นอกจากจะช่วยให้สิวหายแล้ว ยังส่งผลทำให้หน้าขาวด้วย และที่สำคัญตัวยา Benzoyl peroxide ไม่ทำให้เชื้อ P.Acne เกิดการดื้อยา เหมือนตัวยา คลินดาไมซิน ( clindamycin )

5. ใช้แล้วสิวทะลักไหม หลัวมากมาย ?
ตอบ ตามที่เอกสารแจ้งไว้เลยยา มีฤทธิ์เป็น Comedolytic ช่วยให้หัวสิวหลุดออกจากตุ่มสิว ถ้าคุณมีสิวอุดตันอยู่ ซักวันมันต้องขับออกอยู่ดี เมื่อขับออกแล้วสิวก็หาย Get ป๊ะ

4. ซื้อได้ที่ไหน
ตอบ ร้านขายยาครับ หรือใน Boost Watsan ก็มีครับอยากสิวหายลองสอบถามเภสัชดู

 

4.ใช้ไปนานๆ ทำให้ผิวบางหรือไม่ ?
ตอบ ไม่ครับ อาการที่ว่าผิวบาง อาจจะเข้าใจความหมายผิดไปนั้นอาจจะเกิดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือ เกิดผลข้างเคียงทำให้เกิดผิวลอง และแดง หากเกิดอาการดังกล่าวควรเว้นระยะการใช้ แล้วกลับมาใช้ใหม่ครับ


เอาหละหวังว่าบทความนี้นุชาหวังว่าคงจะคลายข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับเจ้า Benzac  ไปไม่มากก็น้อย ซึ่งอย่างที่กล่าวไปไม่ใช่ยารักษาสิวที่น่ากลัวเลยหากใช้ถูกวิธี

ทิ้งทายไว้ให้คิด......... หาก Benzac มันมีอันตรายจริงๆ เขาคงไม่ผลิตภัณฑ์มาให้เราใช้กันนะครับ

หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถสอบถาม คอมเม้นใต้บล็อกนี้ได้เลยนะครับ

ขอบคุณที่ติดตามนะครับ ชบกด Like ใช่ กดแชร์ แบ่งปันให้กับคนที่คุณรักคุณจะได้ความสุขกลับมาแน่นอนครับ

20 มีนาคม 2557
ชอบคุณครับ
นุชา






*************

ติดตามนุชาที่เพจ : https://www.facebook.com/Diaryhome

คุยกันในไลน์ : http://line.me/ti/p/@mdt6242v

Line : @mdt6242v (มี@ข้างหน้า)

 ผลิตุภัณฑ์รักษาสิวจากนุชา www.oranuchaskin.com

YOUTUBE : HAPPY NUCHA

Benzac, Benzac รักษาสิว, นุชารักษาสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, สิวหายขาด, สิวหายได้,

Wednesday, March 19, 2014

อัพเดทผลการรักษาสิวน้องไก่ [สัปดาห์ที่ 23 - 31] พ.ศ 2557

ห่างหายไปนานนุชาไม่ได้มาอัพเดทสภาพผิวของน้องไก่ให้หลายๆ คนได้ทราบกันเลย ความเดิมตอนที่แล้วสามารถติดตามได้ที่นี่นะครับ  http://happyacne2you.blogspot.com/2014/01/2557.html

สัปดาห์ที่ 30
วันที่ 10 มีนาคม  2557

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้

1.สบู่
2.ครีมว่านหางจระเข้
3.น้ำเกลือ
4.Enzoxid 2.5

ขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์

เช้า : ล้างหน้าด้วยสบู่ เช็ดด้วยน้ำเกลือแล้วทาเจลว่านหางจระเข้ค่ะ
เย็น : ล้างหน้าด้วยสบู่ เช็ดน้ำเกลือ ทาเจลว่านหางจระเข้ค่ะ

ตอนนี้สภาพผิวหน้าโดยรวมนับว่าดีมากๆเลยค่ะพี่นุชา เพราะไม่มีสิวขึ้นมาใหม่เลยค่ะ สิวอุดตันก็ลดน้อยลงไปมากจากแก้มทั้งสองข้าง จนตอนนี้แทบจะไม่มีแล้วค่ะ  สิวอักเสบก็ไม่มีขึ้นมานานแล้วค่ะ รอยสิวต่างๆก็เริ่มจะจางลงไปมากเหมือนกันคะ ไม่ค่อยมีจุดใหญ่ที่เด่นชัดแล้วค่ะ จนถึงตอนนี้เพื่อนที่อยู่ด้วยกันก็บอกว่าหน้าหนูดีขึ้นมากๆแล้วค่ะ เหลือแค่รอยเพียงเท่านั้นเองค่ะ^^





สัปดาห์ที่ 30
วันที่ 10 มีนาคม  2557

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้
1.สบู่
2.ครีมว่านหางจระเข้
3.น้ำเกลือ
4.Enzoxid 2.5

ขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์

เช้า : ล้างหน้าด้วยสบู่ เช็ดด้วยน้ำเกลือแล้วทาเจลว่านหางจระเข้ค่ะ
เย็น : ล้างหน้าด้วยสบู่ เช็ดน้ำเกลือ ทาเจลว่านหางจระเข้ค่ะ

อาทิตย์นี้ดีขึ้นมากเลยค่ะพี่นุชา เพราะไม่มีสิวเกิดขึ้นมาใหม่เลยค่ะ เอามืบลูบๆดูก็รู้สึกว่าผิวเรียบมากขึ้นค่ะ ตรงแก้มขวาที่ตอนแรกๆยังมีสิวอุดตันอยู่ข้างในเยอะมาก ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้วค่ะ สิวอุดตันที่อยู่ข้างในลดลงจนเกือบจะดีขึ้นเท่ากับแก้มซ้ายเลยค่ะ และตอนนี้ก็ไม่มีสิวอักเสบ หรือสิวหัวหนองขึ้นเลยค่ะ ยังมีแต่รอยเท่านั้นค่ะที่ยังไม่หายดี แต่ส่วนใหญ่ก็ยู่ในระดับที่โอเคากและพอใจมากๆเลยค่ะพี่นุชา



.................

Tuesday, March 18, 2014

อาหารเกี่ยวกับสิวไหม? [แนวคิดการป้องกันสิวเกี่ยวกับคุณภาพของเลือด]

เป็นคำถามที่หลายคนค้างคาใจกันมากมาย วันนี้นุชา จะนำข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นและไปเจอกระทู้ที่น่าสนใจของ นพ. วุฒินันท์ สิทธิผลวนิชกุล MD, MSc in Dermatology UK ที่สามารถอธิบายได้อย่างเข้า ซึ่งกรเขียนบทความนี้นุชาสอดแทกรความคิดเห็นในแบบฉบับของนุชาให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันนะครับ

Smith et al. ได้พบว่าสิวเกี่ยวข้องกับอาหาร โดยอาหารที่มี ค่าน้ำตาลสูงเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิว (American Academy of Dermatology 2010;63:124-41.)

1. อาหารใดที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดสิวบ้าง ?
คือ อาหารที่มี คาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด  (high glycemic load diets) ไม่ใช่อาหารที่มีไขมันสูงแต่เราดูที่น้ำตาลในกระเเสเลือดเป็นสำคัญครับ
อาหารที่มีค่าน้ำตาลสูงมาก เช่น ขนมปังสีขาว, แป้งสาลี,  ข้าวขาว, มันฝรั่ง, แตงโม, พิซซาใส่ชีท, คอร์นเฟล็ค (Cornflakes),น้ำตาลทราย คืออาหารที่ควรกินน้อยๆ อย่างยิ่งถ้าไม่ยากให้มีสิว

ส่วน นม และ ไอศกรีมละ ?

ก็อาจมีส่วนในการเกิดสิว เนื่องจากนมไปกระตุ้นฮอร์โมนบางตัวที่ทำให้เกิดสิวในบางคนเท่านั้นครับ (Ismail et al. BMC Dermatology 2012)
สำหรับค่าน้ำตาล Glycemic Load = (GI) x (g of carbs – g of fiber) ÷100 โดยเทียบ 100 กรัมของอาหารน่าจะนำไปใช้ได้มากกว่า
ตามดูเพิ่มได้ที่ http://www.health.harvard.edu/newsweek/Glycemic_index_and_glycemic_load_for_100_foods.htm


Picture from Dr Alan Barclay: A healthy low GI diet is achievable http://ginews.blogspot.co.uk/2011_01_01_archive.html

2.  กินช็อคโกแลตทำให้เป็นสิวไหม
National Health Service in UK ระบุว่า การกินช็อคโกแลต หมายถึง cocoa หรือ อาหารมันๆ ไม่ได้ทำให้เกิดสิวมากขึ้น แต่ถ้ากินช็อคโกแลตที่มีน้ำตาลเยอาะก็เป็นสิวได้ ขึ้นกับค่าน้ำตาลเป็นสำคัญ
“Many people say that eating chocolate or greasy food causes acne, but this isn't true”


3. อาหารเสริมอื่นมีส่วนช่วยลดสิวไหม 
เช่น omega-3 fatty acids, สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) เช่น กลูต้าไธโอน (glutathione), ซิงก์, วิตามิน เอ, และ ใยอาหาร (dietary fiber) พบว่ามีผลต่อ การรักษาสิวน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ผลเลย ดังนั้นอย่าเสียเงินกินเพื่อรักษาสิวเลยครับ

โดยสรุปอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากให้เป็นสิวเพิ่ม คือ อาหารที่มีค่าน้ำตาลสูง เช่น เช่น ขนมปัง, แป้งสาลี,  เค้ก, มันฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ลองสังเกตอาหารที่รับประทานในแต่ละคนเมื่อทานแล้วก็อาจทำให้เกิดสิวได้ เช่น นม ไอศครีม สุดท้ายอย่าลืมออกกำลังกายและทำจิตใจเบิกบานนะครับ

เรียบเรียง : นพ. วุฒินันท์ สิทธิผลวนิชกุล MD, MSc in Dermatology UK

ตารางแสดงค่าน้ำตาล Glycemic Load = (GI)






ความเห็นหนึ่งของคุณ dicky5 ที่นุชา เคยเข้าไปอ่านในพันทิป ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า....

หลักคิดป้องกันสิว   ได้แก่   คุณภาพของเลือด
หมายความว่า  ทำอย่างไรที่จะไม่ให้เลือดเป็นกรด
เพราะ  เลือดที่เป็นกรด(มากเกินมาตรฐานปกติ)  เม็ดเลือดขาดก็จะพร่อง



อาหารหลายอย่างที่อร่อยมักทำให้เกิดกรด   เช่น   เนื้อสัตว์   ขนมต่างๆที่มีรสหวาน  นม  เนย   พวกแป้งไม่ธรรมชาติ  น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ

อาหารที่ทำให้เลือดเป็นด่าง  ได้แก่   ผลไม้ต่างๆ   น้ำต้มผัก   

เนื่องจากวัยรุ่นกำลังเติบโต  และกินเก่ง   กินตามใจปาก และมีสิ่งให้เลือกกินมากมาย  ซึ่งไม่เป็นมิตรกับสุขภาพ ประกอบกับฮอร์โมนแต่ละคนมีไม่เท่ากัน   ไปสร้างสมดุลของเลือดจากอาหารแตกต่างกัน  จึงทำให้บางคนเป็นสิว บางคนไม่เป็น 

ที่สำคัญ  จะต้องระวังไม่ให้ท้องผูกโดยเด็ดขาด  เพราะ  ของเสียที่ไม่ได้ขับออกจะทำให้เลือดยิ่งเป็นกรด และคุณภาพเลือดเสียสมดุล
ทำให้เป็นสิวได้ง่าย   ทั้งที่คุณอาจรักษาความสะอาดของผิวหน้าเป็นอย่างดี  ก็ตาม..

Comment By Nucha

ซึ่งในความเห็นของนุชา นุชาเห็นด้วยกับแนวความคิดที่เป็นจริงที่ว่าอาหารที่มีค่า IG สูงนั้นส่งผลกระทบต่อสิว เพราะนุชาได้ทดลองกับตัวเองแล้วพบว่าการทานอาหารแนว Clean Food เน้นทานผักผลไม้ กับเนื้อสัตว์จนร่างกายเกิดความสดุล 

ประกอบกับแนวคิดของหมอเขียวแนวธรรมชาติบำบัด เกี่ยวกับอาหาร ฤทธิ์ ร้อน- เย็น และการลดปริมาณเนื้อสัตว์ลง ซึ่งจะสอดคล้องกับคุณภาพของเลือกที่คุณ dicky5 ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง เมื่อนุชานำมาปรับและประยุกต์ใช้แล้วทำให้สิวลดลงและยากต่อการเกิดขึ้นใหม่ และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการออกกำลังการร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายของเราดีขึ้นมาก และสามารถกำจัดของเสียได้อย่างเต็มที่ ผิวก็จะมีสุขภาพดีสดใส และทำให้สิวหายในระยะเวลาที่รวดเร็วยิ่งขึ้นครับ 

วิธีการง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้
  1. ลดการทานขนมที่มีรสชาตหวาน มีน้ำตาลสูง น้ำอัดลม
  2. ลดการทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากเช่น เนื้อว้ว หมู เน้นทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยงานเช่น เนื้อปลา
  3. เพิ่มการทานพักในแต่ละมื้อให้มากขึ้น หรือ ทานน้ำผักผลไม้ปั่นทุกวัน ส่วนตัวนุชา ทานวันละ 500 ml. ขึ้นไปครับ
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น โยคะ วิดพื้น หรือจะไปเล่นที่ฟิตเนสก็ได้ครับ
  5. ไม่นอนดึก ควรนอนประมาณ 4 ทุ่ม
  6. ขับถ่ายให้ได้ทุกวัน เช้า - เย็น จะทำให้ระบบเลือดของเราสะอาดและทำให้สิวของเราหายไวขึ้นอีกด้วย


XOXO
HAPPY NUCHA

Monday, March 17, 2014

D.I.Y พอกหน้ารักษารอยสิว สไตส์นุชา

สวัสดีครับ วันนี้นุชาจะมาอัพเดทสูตรพอกหน้ารักษารอยสิวกันบ้างนะครับ วันนี้ นุชาได้ทดลอง ด้วย กวาวเครือขาว น้ำผึ้ง และ ผงถั่วเขียวดู พอกแล้ว โอเคมากเลย หน้านุ่มทันทีหลังพอกเสร็จครับ ส่วนความขาวไม่แน่ใจครับ เพระตอนนี้หน้าขาวกว่าคอไปแล้ว 55555

กล่าวว่า... สารกลุ่ม chromene ได้แก่ miroestrol deoxymiroestrol สารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ในกวาวเครือขาวนั้นจะช่วยกระตุ้นการสร้างคลอลาเจนบนผิวได้ และช่วยเติมเต็มริ้วรอยบนผิวหนึ่งได้ นุชาเลยทดลองพอกดู ซึ่งครั้งก็สัมผัสได้ว่าผิวหน้านิ่มๆ มากครับ

ในเรื่องหลุม และริ้วรอยยังไม่เห็นผล เพราะไม่ได้ทำบ่อยๆครับ ต้องรอดูผลในด้านหลุมสิวและริ้วรอยกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ พอกแล้วสิวไม่ขึ้นเพิ่มครับ




ส่วนประกอบที่นุชาใช้

1. น้ำผึ้งของ ภูมิพฤษา
2. น้ำแร่บันตัน
3. ผงถั่วเถียว สวนปานะ
4. กวาวเครือขาว

ผสมทุกอย่างให้เข้ากันเป็นเนื้อครีมแล้วพอกหน้า ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก ห้ามขัดหน้าครับ เดี๋ยวจะระคายเคืองได้ เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไปครับ

มาทำความรู้จักกวาวเครือขาวกันหน่อยครับ




ชื่อเครื่องยา
กวาวเครือขาว
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก
หัว ราก
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)
กวาวเครือ ทองเครือ ทองกวาว ตานจอมทอง จอมทอง กวาวหัว
ชื่อวิทยาศาสตร์
Pueraria candollei Graham ex Benth. var mirifica (Airy Shaw et Suvat.) Niyomdham., Pueraria candollei Graham ex Benth. var candollei
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์
Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
           หัวใต้ดิน กลม มีหลายขนาด หัวที่มีอายุมากมีขนาดใหญ่ อาจมีน้ำหนักมากถึง 20 กิโลกรัม ที่เปลือก เมื่อเอามีดปาดจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อจะเปราะ มีเส้นมาก รสเย็นเบื่อเมา หัวที่ยังเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมาก

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
           สารที่ใช้เป็นสารเครื่องหมาย (marker) คือ miroestrol และ deoxymiroestrol

สรรพคุณ:
           ตำรายาแผนโบราณ: หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ผอมแห้ง นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้มนมขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือน อาจทำให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และมดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว บำรุงโลหิต กินได้นอนหลับ ผิวหนังเต่งตึงมีน้ำมีนวล ถ้ารับประทานเกินขนาดจะเป็นอันตรายได้ ทำให้มีอาการมึนเมา คลื่นไส้อาเจียน เปลือกเถา รสเย็นเบื่อเมา แก้พิษงู
           ตำรายาพม่า: ใช้ หัว เป็นยาอายุวัฒนะของทั้งหญิงและชาย ผสมน้ำผึ้งอย่างละเท่าๆกัน ปั้นกินวันละ 1 เม็ด ขนาดเท่าผลพริกไทย คนหนุ่มสาวไม่ควรรับประทาน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
           สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ระบุขนาดการใช้ดังนี้
           การใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาบำรุงร่างกาย ให้รับประทานยาตำรับที่มีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาว ไม่เกิน 1-2 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณวันละไม่เกิน 50-100 มิลลิกรัม     อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ เจ็บเต้านม มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ปวดหรือเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน
           ตำรายาของหลวงอนุสารสุนทร: ระบุขนาดที่ใช้ของหัวกวาวเครือขาว โดยให้รับประทานกวาวเครือขาวผสมน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย 1 เมล็ดต่อวัน รับประทานมากจะทำให้มึนเมาเป็นพิษ คนหนุ่มสาวไม่ควรรับประทาน

ข้อห้ามใช้:   
           ห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงในกวาวเครือขาวมีความแรงของตัวยาจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ และระบบประจำเดือนได้

ข้อควรระวัง:
           ห้ามรับประทานเกินขนาดที่แนะนำให้ใช้


องค์ประกอบทางเคมี:
           สารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ สารกลุ่ม chromene ได้แก่ miroestrol deoxymiroestrol สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น peurarin kwakhurin coumestrol mirificoumestan daidzin daidzein mirificin genistein genistin

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
           ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์:     กวาวเครือขาวมีผลยับยั้งการเกี้ยวพาราสี การผสมพันธุ์และการเจริญของอัณฑะในนกพิราบเพศผู้ และยับยั้งการออกไข่โดยยับยั้งการเจริญของฟอลลิเคิลในนกพิราบตัวเมีย ส่วนการทดลองในหนูเพศเมียที่กินกวาวเครือขาวพบว่า มีผลยับยั้งการให้นมของหนูที่กำลังให้นม โดยไปยับยั้งการเจริญของต่อมน้ำนม และการสร้างน้ำนม มีผลป้องกันการตั้งครรภ์ เมื่อให้หนูกินในช่วงตั้งท้องวันที่ 1-10 ติดต่อกัน หรือให้กินในช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายของตัวอ่อน โดยทำให้เกิดการแท้ง และเมื่อให้ในหนูที่ตัดรังไข่ออก กินกวาวเครือพบว่าน้ำหนักของมดลูกและปริมาณของเหลวในมดลูกเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่พบในหนูที่ได้รับ ethinyl estradiol และมีรายงานว่ากวาวเครือขาวมีฤทธิ์คุมกำเนิดที่ดีในหนูขาวเมื่อให้ในขนาด 1 กรัม/ตัว/สัปดาห์ ส่วนผลของกวาวเครือขาวต่อหนูเพศผู้พบว่า สัตว์มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์ลดลง และมีขนาด และน้ำหนักของอัณฑะ epididymis ต่อมลูกหมาก และ seminal vesicles ลดลง รวมทั้งมีจำนวนตัวอสุจิ และเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวของตัวอสุจิลดลง
           เอกสารอ้างอิง     กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 2.  โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.
การศึกษาทางคลินิก:
           ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์:     การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2 ในอาสาสมัครกลุ่มก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือน ที่มีอาการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวน 37 ราย ใช้เวลา 6 เดือน พบคะแนนของอาการวัยหมดระดูลดลงจาก 35.6 เป็น 15.1 และ 32.6 เป็น 13.69 ในกลุ่มที่ไดรับ 50 มก.ต่อวัน และ 100 มก.ต่อวัน ตามลำดับ แต่พบอาการข้างเคียง คือ อาการคัดตึงเต้านมประมาณร้อยละ 35 และอาการเลือดออกกระปริดกระปรอยประมาณร้อยละ 16.2
           เอกสารอ้างอิง    รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล. 2554. องค์ความรู้จากงานวิจัยสมุนไพรไทย 10 ชนิด กระชายดำ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ขิง บัวบก พริกไทย ไพล ฟ้าทะลาย มะขามป้อม มะระขี้นก. บริษัท 21 เซ็นจูรี จำกัด:กรุงเทพมหานคร.

การศึกษาทางพิษวิทยา:
           การศึกษาพิษเฉียบพลันของผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ พบว่าไม่ทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 16 กิโลกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การทดสอบพิษกึ่งเรื้อรังในหนูขาวพันธุ์วิสตาร์โดยการป้อนผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ ขนาด 10, 100 และ 1,000 มก./กก./วัน ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 90 วันพบว่าการให้ในขนาด 10 และ 100 มก./กก./วัน ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อค่าโลหิตวิทยา และค่าทางชีวเคมี หรือพยาธิสภาพใดๆ แต่การให้ในขนาด 1,000 มก./กก./วัน ทำให้หนูเกิดภาวะโลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ระดับโคเลสเตอรอล น้ำหนักอัณฑะ ของหนูเพศผู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีอัตราการเกิด hyperemia ของอัณฑะ ในหนูเพศเมียที่ได้รับในขนาด 100 และ 1,000 มก./กก./วัน พบว่าระดับโคเลสเตอรอลดลง มดลูกบวมเต่ง มีอัตราการเกิด cast ที่ไตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ



กวาวเครือขาวที่นุชาใช้เป็นลักษณะแบบนี้ครับ ซื้อได้ตามร้านค้าสมุนไพร ราคาไม่น่าจะเกิน 30 บาทครับ









17 มีนาคม 2557
XOXO
...

ขอบคุณข้อมูลจาก 
- http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=159


พอกหน้ารักษารอยสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, รักษาสิวเอง, นุชารักษาสิว

Saturday, March 15, 2014

เมื่อจิตใต้สำนึกสั่ง....ให้เป็นสิว!!!


เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตุลาคม 2556
.
.
.
.


ก่อนเขียนบทความมาอัพเดทสภาพผิวหน้าของ วันที่ 14 มีนาคม 2557 กันก่อน ว่าตอนนี้ดีขึ้นมากมายแล้วนะครับ ภาพถ่ายตอนเย็นๆ หลังจากงีบนอนแล้วตื่น ก็มาถ่ายเลย  ตอนนี้ยังมีรอยสิวและหลุมที่ต้องรักษาอีกเยอะ และยังคงมีสิวอักเสบขึ้นบ้าง.. เมื่อนอนดึกติดต่อกันนานหลายวันนะครับ แต่สิวอดตันที่เป้นไตๆ หรือ ถุงน้ำ (ซีส) ใต้ผิวไม่มีแล้วนะครับ


สวัสดีครับวันนี้นุชาจะมาเขียนบทความเล่าเกี่ยวกับเคสต่างๆ ที่ได้เข้ามาปรึกษาปัญหาสิวกับนุชา ซึ่งแต่ละวันมีค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งวันนี้นุชาจะขอเล่ากรณีเคสของน้องส้ม ซึ่งเข้ามาปรึกษาสิวและปัญหาเกี่ยวกับความเครียดที่ส้มกำลังเผชิญอยู่

ส้มเล่าว่า... ส้มเป็นสิวมาประมาณ 4-5 ปี ส้มพยายามหาวิธีการรักษาสิวมาสารพัดวิธี ซึ่งทั้งหาหมอ ทานยา สูตรคุณป้า คุณย่า คุณยาย ก็แล้วเมื่อรักษาช่วงแรกๆ นั้น อาการสิวของส้มก็ทุเลาลง แต่พอผ่านไปซักระยะสิวก็กลับมาเป็นใหม่ ส้มจึงตัดสินใจเลิกหาหมอและหันมาศึกษาหาแนวทางการรักษาสิวด้วยตนเองเพื่อที่ อยากจะหายขาดเหมือนกับคนอื่นๆ บ้าง ส้มเล่าว่า ส้มลองรักษาสิวตามแนวธรรมชาติมาซักระยะคือ ส้มจะงด ขนม ของหวาน อาหารมัน เนื้อสัตว์ ทุกชนิด แบบหักดิบ และหันมาทานผักและผลไม้ในปริมาณมากแทนเมื่อผ่านไปประมาณ 2 เดือน ส้มเล่าว่า ปริมาณน้ำหนักของตัวเองนั้นลดระดับลงอย่างน่าใจหาย จากน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เหลือประมาณ 39-40 กิโลกรัม

ซึ่งร่างกายของส้มนั้น อ่อนแอคล้ายกับคนเป็นโรคขาดสารอาหารตัวส้มเองจึงสันนิษฐานว่าตัวเอง กำลังขาดโปรตีนอยู่ จากนั้นส้มก็ลองรักษาสิวด้วยวิธีการล้างพิษด้วยการสวนลำไส้ และ ล้างพิษตับ เมื่อไปพบแหล่งความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอะไรก็จะนำเอามาปฏิบัติโดยไม่คำนึงถึงว่า ร่างกายของตัวเองนั้นสามารถรองรับหรือสามารถดำเนินตามวิถีแนวทางการปฏิบัตินั้นหรือไม่....

จากนั้น ส้มก็ยังสู้ต่อ เพื่อที่หวังว่าจะรักษาสิวของตัวเองให้หายขาดเสียที แต่นับวันสภาพผิวหน้าและสุขภาพของส้มนั้นเริ่มแย่ลงๆ ทั้งที่ส้มเล่าว่าตัวเองรักษาสุขภาพดีมาก...

เมื่อนุชาคุยกับส้ม อยู่นานและซักถามถึงพฤติกรรม แนวความคิดเกี่ยวกับการรักษาสิว พบว่า ส้มมีความวิตกกังวลมากเกินไป และคิดว่าตัวเองเป็น โรคนั้นโรคนี้ ที่เขาว่าเมื่อเป็นอาจจะทำให้เกิดสิวได้ ส้มจึงรักษาสิวและสุขภาะผิดวิธี จึงทำให้สิวของส้มนั้นไม่หายเสียที และด้วยสภาพจิตใจอันย่ำแย่ จนเกิดความเครียดสะสมมายาวนาน ส้มจะคิดและกังวลตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นสิวไม่หาย และจะมีพฤติกรรมในการส่องกระจกและตัดเพ้อชีวิตว่าทำไมต้องเกิดมาเป็นสิว !!!

จากกรณีของส้มนั้น อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ป่วยกายป่วยใจ จากภัยโรคคิดไปเอง ซึ่งอาจจะตรงกับหลายๆ คนที่กำลังรักษาสิวอยู่นะครับ

[1] ไฮโปคอนดิเอซีด (Hypochondriasis) เป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการหมกมุ่นในเรื่องสุขภาพของตัวเองเกินไป กลัวอยู่ตลอดเวลาว่า จะป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือมีโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคไต เอดส์ ไมเกรน โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น แฝงอยู่

ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอวัยวะภายในร่างกาย โดยเฉพาะที่ศีรษะ คอ ท้อง และหน้าอกทำงานผิดปกติไปจากเดิม ทั้งที่จริงๆแล้วความเจ็บป่วยอาจจะไม่มีอยู่จริง หรืออาจจะมีแต่เล็กน้อยไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เช่น มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม มึนงง ปวดศีรษะ ท้องอืด ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น แต่ผู้ป่วยจะจับอาการเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายมาคิดเป็นเรื่องใหญ่โต และไปหาแพทย์เพื่อขอรับการรักษา

อาการทั้งหมดนี้เป็นความผิดปกติทางจิตเวชอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยไม่ได้แกล้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนใกล้ชิดแต่อย่างใด เขารู้สึกว่าตัวเองปวดจริงๆ แต่ว่าสาเหตุที่ทำให้ปวดไม่มีจริง เหมือนคนไข้บอกหมอว่า ได้ยินเสียงแว่วๆ หมอก็บอกว่า หมอเชื่อว่าคุณได้ยินจริงๆ แต่เสียงนั้นไม่มีอยู่จริง

“คนไข้กลุ่มนี้ มักไปพบแพทย์หลายแห่ง ตรวจหลายอย่าง แต่แม้จะได้การยืนยันจากแพทย์แล้วว่า ไม่พบโรคหรือความผิดปกติใดๆ แต่ผู้ป่วยจะยังเชื่อว่า ตนป่วยเป็นโรคที่แพทย์ยังตรวจไม่พบอยู่อีก”


สังเกตโรคสังเกตอาการ

หากสังเกตตัวเอง และคนรอบข้างพบว่า มีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ให้รู้ไว้เลยว่า มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไฮโปคอนดิเอซีดค่อนข้างสูง


  1. มีความคิด หรือหมกมุ่นอยู่กับความกลัวว่าตนเองจะป่วยด้วยโรคร้ายแรงอยู่ตลอดเวลา
  2. ความรู้สึกกังวลไม่หายไป แม้จะได้รับการตรวจรักษาอย่างละเอียด และได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่าไม่พบโรคนั้นแล้วก็ตาม
  3. ความรู้สึกนี้ ส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมาน ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การงานเริ่มบกพร่อง ญาติพี่น้องเอือมระอา มีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสังคม
  4. เป็นมานานติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน และมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งกลัวยิ่งเป็นโรคคิดไปเอง

  1. เกิดจากการแปลความรู้สึกของร่างกายผิด เมื่อมีความผิดปกติของการทำงานในร่างกายเกิดขึ้น คนไข้กลุ่มนี้มักแปลความหมายของความผิดปกตินั้นร้ายแรงมากกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงมีความอดทนต่อความรู้สึกไม่ปกติของร่างกายต่ำกว่าคนปกติ
  2. เกิดจากการใช้บทบาทของผู้ป่วย (Sick role) เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาหรือสถานการณ์ที่แก้ไขไม่ได้ ผู้ป่วยจะเรียนรู้ที่จะใช้บทบาทผู้ป่วยเพื่อเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นั้นๆ
  3. เกิดจากโรคแทรกซ้อนทางจิตวิทยาอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า เครียด โรคกังวลไปทั่ว แต่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว จึงแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกมาไม่ถูก และคิดว่าตัวเองป่วย
  4. เกิดจากความกดดันบางอย่าง เชื่อว่าผู้ป่วยขาดความภูมิใจในตนเอง และรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ มีความผิดหวัง จึงใช้กลไกทางจิตชนิดที่เรียกว่าเก็บกด แสดงออกมาเป็นอาการผิดปกติทางกาย เพื่อปกปิดสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

ดูแลผู้ป่วยโรคคิดไปเองอย่างไรดี

  1. ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและสดชื่น เช่น รำกระบอง เต้นแอโรบิค เป็นต้น
  2. ปลูกต้นไม้ การได้เห็นสีเขียวของต้นไม้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดีขึ้น
  3. อ่านหนังสือ เช่น หนังสือธรรมะ หนังสือตลก นิยายที่เนื้อหาไม่หนักเกินไปนัก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ความเพลิดเพลินแล้วยังได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย
  4. หาโอกาสไปเที่ยว การได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศในสถานที่ใหม่ๆ สามารถลดความวิตกกังวลที่จากเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวันที่ตกตะกอนอยู่ในใจได้ เช่น ไปทะเล ภูเขา น้ำตก เป็นต้น
  5. ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว การพูดคุยปรึกษาหารือ ทานอาหารร่วมกัน ก็สามารถช่วยให้ความตึงเครียด วิตกกังวล และโรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่ทุเลาลงได้
   “โรคจิตเภทส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้โดยการทำความเข้าใจกับตนเอง คือ เราต้องมีความหยั่งรู้ในอารมณ์ของตัวเอง เช่น รู้ว่าเวลานี้ตัวเองวิตกกังวลไม่สบายใจ ก็บอกว่าตัวเองวิตกกังวล ไม่โกหกตัวเอง ยิ่งถ้าเรามีความหยั่งรู้ในตัวเอง เราก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางจิตเวชน้อยลง”


เชื่อหรือไม่ครับ เมื่อส้มได้ปรึกษานุชาไป และนุชาก็ได้ให้คำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานใหม่ และการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านไปเพียง 1 เดือน อาการสิวของส้มนั้นดีขึ้นอย่างมาก และน้ำหนักก็กลับมามาสู่ปกติ จนนุชาจนต้องอึ้งเลย เพราะหายไวกว่านุชามาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วสิวของส้มจะไม่เยอะมากเท่านุชาหรอกครับ จึงหายเร็วเนาะ.... นุชาได้ขออนุญาตเอารูปของส้มมาลงแล้ว แต่ไม่ได้ครับ เพราะมีผลต่อการทำงานและอื่นๆ จึงขออนุญาตนำเสนอแต่เรื่องราวไปก่อนนะครับ 

เป็นสิวอย่าเครียดนะครับ อยากลองทำอะไรหาข้อมูลดีๆ ปรึกษาคนที่รู้จักหรือมีความรู้ในด้านนั้นๆ ก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ตัวเราเองครับ


ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก 

[1] นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 240

ติดตามความเคลื่อนไหวพูดคุยกันได้ที่
Line ID : Happynucha 
E-mail : happynucha.shop@gmail.com
ติดตามบล็อกสุขภาพ : http://happyacne2you.blogspot.com

Thursday, March 13, 2014

อาหารโซเดียมสูงทำให้เกิดสิว


สวัสดีครับ วันนี้นุชาจะมาเขียนบทความบอกเล่าประสบการณ์สุขภาพของตัวเองเรื่องการรักษาสิว ซึ่งนุชานั้นจะให้ความสำคัญของการรับประทานอาหารอยู่เสมอ และจำคำที่ว่า "you are what you eat" ซึ่งวันนี้ นุชาจะมาพูดถึงประเด็นการทานอาหารที่มี โซเดียม ที่ส่งผลต่อสิว ซึ่งหลายคนที่ทานอาหารชีวจิต
มังสวีรัส มักมองข้ามเรื่องนี้ไป ทำให้เหมือนจะทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่กลับไม่ได้ประโยชน์และ การหวังผลการรักษาสิวนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ

มารู้จักกันก่อนว่าโซเดี่ยมคืออะไร ... ? 

โซเดียมคือ เกลือแร่ (สารอาหาร) ชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยโซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุม ความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิต ให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยในการทำงาน ของประสาทและกล้ามเนื้อ (รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย) ตลอดจนการดูดซึมสารอาหาร บางอย่าง ในไตและลำไส้เล็ก

โซเดียมที่เราบริโภคกันเป็นประจำก็คือโซเดียมที่อยู่ในรูปของ เกลือแกง (เกลือ มีส่วนประกอบอยู่ 2 อย่าง คือโซเดียมกับคลอไรด์) น้ำปลา ซึ่งมีรสเค็ม แต่ยังมีอาหารอีกมากชนิดที่ไม่มีรสเค็ม แต่มีโซเดียม แฝงอยู่สูงมาก ชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง จึงเป็นความจำเป็นที่เราทุกคน ต้องรู้ว่าอาหารชนิดใดบ้าง ที่มีโซเดียมสูง เพื่อจะได้ไม่เผลอกินเพลินจนเจ็บป่วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยกินเกลือ ที่มีอยู่ ในอาหารและเครื่องปรุงรส โดยเฉลี่ยวันละประมาณ 7 กรัม นี่เป็นคำตอบว่าทำไมคนไทย จึงป่วย ด้วยโรค จากการกินเพิ่มขึ้นทุกวัน

โทษจากการกินเค็ม (โซเดียม)
โรคไต  ไตจะเริ่มทำงานผิดปกติจากการกินเค็มมาก ทำให้กำจัดเกลือออกจากร่างกายได้ไม่หมด
ความดันโลหิตสูง  เมื่อเกลือออกจากร่างกายได้ไม่หมดทำให้เกลืออยู่ในกระแสเลือดเกิดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ  เมื่อเกิดความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น(เต้นเร็วขึ้น) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการหัวใจวาย

โทษจากการกินเค็มส่งผลต่อสิว (โซเดียมกับการรักษาสิว)

เข้ามาพูดในเรื่องของ โซเดี่ยมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิวที่นุชาสังเกตุ คือ เมื่อวันไหนที่นุชาได้ทานอาหารที่มีรสเค็มจัดมีปริมาณโซเดี่ยมสูง จะส่งผลทำให้สิวอักเสบของนุชาเพิ่มจำนวนขึ้น และสังเกตุได้อีกอย่างหนึ่งคือ แผลจากสิวหายช้ามากและทิ้งรอยจ้ำไว้นาน ซึ่งเมื่อนุชาหันมาทานอาหารประเภทรสอ่อนๆ และเมื่อทิ้งระยะห่างการทานโซเดียมไปหลายๆ วัน พบว่า สิวอักเสบและการอักเสบของผิวหนังลดลงไปอย่างน่าตกใจ จากนั้นมาเมื่อนุชาจะทานอาหาร หรือ ขนมใดๆ นุชาจะดูตารางโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อ เพื่อประโยชน์กับสุขภาพตนเอง และเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดสิวอีกทางหนึ่งด้วย


เป็นที่น่าใจหาย... เมื่อนุชาซื้อปลาสวรรค์ (ปลาเส้น) ยี่ห้อ XX ขนาดประมาณ 16 กรัม เป็นรสดั้งเดิม กลับพบว่ามีปริมาณโซเดียมสูงถึง 450 มก. คือตกใจที่ว่ามันเยอะขนาดนี้เลยหลอ วันนึงความต้องการของเราเฉลี่ยเพียง 230 กรัมเท่านั้น แล้วส่วนที่เหลือละ ? คงต้องให้เป็นภาระของไตใช่ไหม ?

ไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อนุชาซื้อปลาสวรรค์มาทานเมื่อไหร่ ตื่นตอนเช้ามา สิวอักเสบแห่ กันขึ้นทั่วใบหน้า ตอนนี้เมื่อเข้าร้านสะดวกซื้อ ไม่กล้าซื้อปลาสวรรค์อีกเลย หันมาทานขนมปังโฮมวีต คุ๊กกี้ธัญพืชดีกว่าครับ

ปริมาณโซเดียมเฉลี่ยในเครื่องปรุงรสต่างๆ

ชนิดปริมาณโซเดียม (มิลลิกรัม)
เกลือ1 ช้อนชา2,000
น้ำปลา1 ช้อนชา500
ผงปรุงรส1 ช้อนชา500
ผงชูรส1 ช้อนชา490
ซีอิ้วขาว1 ช้อนชา400
ซอสปรุงรส1 ช้อนชา400
ผงฟู1 ช้อนชา340
ซอสหอยนางรม1 ช้อนโต๊ะ450
น้ำจิ้มสุกี้1 ช้อนโต๊ะ280
ซอสพริก1 ช้อนโต๊ะ220
น้ำจิ้มไก่1 ช้อนโต๊ะ210
ซอสมะเขือเทศ1 ช้อนโต๊ะ140

ปริมาณโซเดียมในอาหาร

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ (เฉลี่ย 6 – 60 mg/ส่วน)
อาหารที่มีปริมาณโซเดียมปานกลาง (เฉลี่ย 61 – 120 mg/ส่วน)
อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง (เฉลี่ย > 120 mg/ส่วน)ผู้ป่วยโรคไตควรจำกัดปริมาณโซเดียม ≤ 2,000 มิลลิกรัม/วัน

References :

  1. Puwastien P, Raroengwichit M, Sungpuag P, Judprasong K. Thai food composition tables 1999. 1st ed.  Nakorn Pathom: Institute of Nutrition, Mahidol University (INMU); 1999. 
  2. Gebhardt SE, Thomas R.G.  Nutritive value of food. United States Department of Agriculture.  2002.
  3. ริญ เจริญศิริ และ รัชนี คงคาฉุยฉาย.  โภชนาการกับผลไม้.  กรุงเทพฯ: สารคดี; 2551.
  4. ชนิดา ปโชติการ, สุนาฎ เตชางาม และ ชวลิต รัตนกุล. Nutrition assessment and management. ใน : สมชาย เอี่ยมอ่อง, เกรียง ตั้งสง่า, เถลิงศักดิ์ กาจนบุษย์ และคณะ. (บรรณาธิการ), Textbook of peritoneal dialysis. กรุงเทพฯ: บริษัทเท็กซ์ แอนด์เจอร์นัล พับลิเคชั่นจำกัด. 2551; 1:643-677.
  5. Niratchaporn Janejob. Developing a nutrition education tool : booklet for sodium content guideline in Thai foods. [M.Sc. Thesis in Food and nutrition for development]. Nachonprathom: Faculty of Graduate Studies: Mahidol University; 2006.
  6. Suchaya Satitpitakul. The effect of dietary counseling and using sodium booklet on sodium intake reduction in hypertensive patients. [M.Sc. Thesis in Food and nutrition for development]. Nachonprathom: Faculty of Graduate Studies: Mahidol University; 2009.
  7. Traipop Meechai. Development of a multimedia website nutrition education tool for meal planning in hypertensive subjects. [M.Sc. Thesis in Food and nutrition for development]. Nachonprathom: Faculty of Graduate Studies: Mahidol University; 2010
โครงการขับเคลื่อนรณรงค์เพื่อลดการบริโภคเกลือ(โซเดียม)ในประเทศไทย
http://www.asoke.info/09Communication/Dharmapublicize/Dokya/D117/017.html

ติดตามความเคลื่อนไหวพูดคุยกันได้ที่
Line ID : Happynucha 
E-mail : happynucha.shop@gmail.com
ติดตามบล็อกสุขภาพ : http://happyacne2you.blogspot.com

acne, โซเดียมทำให้เกิดสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, กู้หน้าแหก,

Tuesday, March 11, 2014

I Have A Dream ฉันมีฝัน : เปลี่ยนหน้าสิวเป็นผิวใสด้วยตนเอง 12-3-2557

เข้ามาอัพเดทสภาพผิวหน้าและสุขภาพของตัวเองซักหน่อย หลังจากที่สอบปลายภาคก็ไม่ได้เข้ามาเขียนและทิ้งช่วงยาวเลยครับ

ช่วงอาทิตย์ก่อนนุชาไม่ค่อยได้ทานน้ำผัก ผลไม้ เน้นทานแต่เนื้อสัตว์ จนสังเกตุได้ว่าร่างกายของตัวเองรู้สึกผิดปกติกว่าแต่ก่อนเพราะว่า ระบบขับถ่ายเริ่มรวน ขับถ่ายไม่เป็นเวลา และเกิดสิวอักเสบขึ้นบ่อยหรืออาจจะเกี่ยวข้องกับความเครียดที่นุชาอ่านหนังสือสอบก็ได้ครับ จนทำให้เมื่อสอบเสร็จก็เริ่มกลับมาทานน้ำผักผลไม้ น้ำบีทรูท น้ำผักใบเขียว น้ำมะเขือเทศ ปั่นทาน อัดกระหน่ำ อย่างน้อยวันละ 2 แก้ว จากนั้นผิวที่หมองคล้ำ และระบบขับถ่ายที่รวนก็เริ่มเข้าสู่สภาพปกติครับ



ตื่นเช้ามาไม่ทำอะไร ล้างหน้าแปรงฟัน ปั่นน้ำผัดื่มทุกเช้า ปริมาณก็ 500 ml. ครับ จุ๊กคอเลย 55555



สภาพผิวหน้าตรงถ้าดูจะเหมือนไม่มีปัญหาอะไรมากมากยนัก แต่ลองสังเกตุดีๆ รอยแดงพรึม เกิดจากสิวอักเสบขึ้นครับ


จุดที่นุชาวงกลมไว้คือ รอยสิวที่เกิดจากการกดสิวอุดตัน ซึ่งสิวเม็ดนี้นะใช้ยาทาอะไรก็แล้ว เป็นเดือนสองเดือน ไม่ยอมออกเลย วันนี้เลยลองกดออก พอกดออกมาก้อนใหญ่และแข็งมากๆ เลยเชื่อสนิทใจเลยว่าจะใช้ยาละลายอย่างไรมันคงไม่ออกหากเราไม่ไปกดครับ



Hello แก้ม ซ้าย-ขวา กันหน่อย ทำไมถ่ายถ่ายออกมา ดูนวลจัง แต่ความจริงรอยมีเยอะนะ รอยแดงและแผลสิว แต่มันก็ดีกว่า 3-4 เดือนก่อนมากๆ ถ้าลองย้อนไปเปิดดูบันทึกรักษาสิว คุณจะต้องร้อง OMG มันหายลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ


ถ่ายใกล้ๆ ให้ดูกันครับ อันนี้เพิ่งล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ


ที่วงกลมไม่ใช่อะไร คือสิวอักเสบนั่นเอง มันเกิดจากสิวอุดตันเก่าผุดออกมาครับ
 ไม่ได้เกิดใหม่แต่อย่างใด


สิวบริเวณกรามนี่หายยากสุดๆ ใช้เวลานานมากที่สุดมากกว่าสิวใดๆ ที่เคยรักษา เพราะผิวหนังส่วนนี้
หน๋ากว่าส่วนอื่นๆ จึงทำให้การดูแลรักษาต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถัน ทั้งการล้างหน้า สคับ และการทาครีมบำรุงและรักษาสิวครับครับ ส่วนนี้ยังคงมีส่วนอุดตันที่เป็น ไตๆ อยู่ใต้ผิว 5-6 เม็ด แต่ไม่ใหญ่มากแล้ว กำลังรอวันประทุนั่นเอง รีบๆ ออกมาเถอะนุชาจะทนไม่ไหวแล้ว T__T


วันนี้นุชาก็คงต้องจบการนำเสนอบทความเพียงเท่านี้ก่อน หากเพื่อนๆ สงัสยที่ต้องการสอบถามปัญหาสิวใดๆ เชิญสอบถามได้ที่เพจเลยครับ ขอบคุณครับ

XOXO
HAPPY NUCHA

acne, กู้หน้าแหก,รักษาสิวด้วยตนเอง , ธรรมชาติรักษาสิว, บันทึกรักษาสิว,