Thursday, August 28, 2014

ประสบกาณ์ : ล้างพิษตับเพื่อรักษาสิว

สวัสดีครับ ตั้งใจไว้นานเหมือนกัน ว่าจะมาเขียนบทความบันทึกประสบการณ์เกี่ยวกับ การรักษาสิวจากภายใน ซึ่งกระแสปีที่แล้ว ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน แล้วกระแสน่าจะซา ลงไปบ้างแล้วครับ นั่นก็คือ
 "การล้างพิษตับ"


ซึ่งหลายๆ คนที่ติดตามนุชา ช่วงปีก่อน อาจจะไม่เคยได้ยินนุชาพูด หรือ แบ่งประสบการณ์ เรื่องนี้เลยในด้านการรักษาสิว


ใช่แล้วครับ เพราะนุชาปฏิบัติแล้วพบว่า การล้างพิษตับไม่ได้ช่วยรักษาสิวครับ เลยไม่ได้รีวิวให้หลายๆ คนทราบกัน แต่การล้างพิษตับ นุชาสังเกตุได้ว่า การล้างพิษตับมันมีข้อดีก็คือ ทำให้ลำไส้ของเราสะอาด ร่างกายโล่งโปร่งสบายขึ้นครับ


ซึ่งนุชาไม่ได้เข้าครอสใดๆ ในการล้างตับครั้งนี้ แต่นุชาทำเอง โดยให้แม่นุชาเป็นโค้ชให้ครับ เพราะแม่ของนุชา อาจจะเรียกได้ว่าเป็นนักธรรมชาติบำบัดคนนึงเลยหละ แม่เก่งเรื่อง นวดแผนไทย การกัวซา การกดจุด การดีท็อค และที่ล่าสุดที่แม่ไป อบรมที่เชียงรายอโศก มาก็คือ การล้างพิษตับครับ




เอ้าดื่มน้ำมันมะกอกกันเถอะ 5555

ช่วยกันปลอกมะนาว


ครอสที่นุชาทำนั้นใช้เวลา 3 วันครับ  หลายคนอาจจะถามว่า เอ้า.. ความจริงครอสที่สมบูรณ์แบบมันต้อง 5 - 7 วันใช่หรือไม่?


ความจริงก็ใช่ครับ แต่ด้วยความที่ นุชาไปล้างพิษที่บ้านเชียงราย แต่อยู่ในช่วงเทศการปีใหม่ หากทำครบ 7 วัน ต้องไม่ได้ทำอะไรแน่ๆ ครับ และสังขารคงจะไม่เอื้ออำนวยด้วยครับ


นุชาปฏิบัติตามตามรางดังนี้นะครับ
เครดิต : สันติอโศก  อ.ขวัญดิน ผู้จัดหลักสูตรล้างพิษตับ

การเตรียมตัว 
ก่อนล้างพิษตับ ต้องทำร่างกายให้แข็งแรง จิตใจต้องพร้อมเต็มที่ 
ขั้นตอนการล้างพิษตับ 

วันก่อนการล้างพิษ (วันแรก) 
๑๕.๐๐ น. หยุดรับประทานอาหาร ทานแต่น้ำเปล่า หรือน้ำผสมหัวน้ำด่าง (ph >= 8)
๑๕.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ทำดีท๊อกซ์
๒๐.๐๐ น. ดื่มดีเกลือ ๑ ชช ต่อน้ำอุ่น ๒ ชต (สามารถเติมน้ำผึ้ง + มะนาวตามชอบเพื่อดื่มง่ายขึ้น) 

น้ำมะนาวที่นุชาทานครับ







วันที่ 2 นี่โครตทรมานเลยครับ ช่วงที่ทานน้ำมันมะกอก แบบสำรอกออกเลยครับ แม่นุชาต้องคอยลุ้นว่า จะทานหมดรึเปล่า (อยากให้ลูกล้างพิษมาก) 

แต่แล้วนุชา ก็ทานหมดครับ....

แต่เวลา ประมาณ ตี 1 นุชา เกิดอาหารมวนท้อง คลื่นไส้ อยากจะอวก 
พยายามพยุงน้ำมันมะกอก ไว้ในลำคอครับ 

แต่แล้ว 10 นาที ผ่านไป ก็ทนไม่ไหวครับ อ๊วกใส่กระโถน 
ออกมาเป็นน้ำดี สีเขียวๆ ด้วยครับ ขมคอมาก  เหม็นก็เหม็น 

พออวกเสร็จก็ทานน้ำอุ่นๆ 1 แก้ว แล้วก็ไปนอนต่อครับ





เข้าสู่ช่วงวันที่ 3





เย้ หลังจากจบการสวนตู๊ด... เอ้ยยยย สวนลำไส้วันที่ 3 แล้ว รู้สึกว่าร่างกายเบามากกกก
อาจจะเบาและโล่ง เพราะนุชาไม่ได้ ทานข้าว หรือไฟเบอร์อะไรเลย มันเลยมีอาการแบบนี้ครับ
แต่ไม่เป็นไร เพราะนุชาทำครอสการล้างสำเร็จแล้ว



อ้อ ระหว่างที่สวนตูด เมื่อถ่าย ปรี้ดดดดด ออกมา นุชาเห็น อึของตัวเอง เป็นก้อนเขียวๆ 
ก้อนเขียวๆ ที่นุชาศึกษาข้อมูลมา ไม่ใช่ นิ่วครับ แต่คือก้อน ไขมัน ที่ได้จากการรวมตัวของน้ำมันมะกอก มะนาว แล้วก็น้ำดี (น้ำดีที่หลั่งมาจากตับ)


นุชาขออธิบายภาษาง่ายๆ ว่า.... การล้างพิษตับ เป็นกระบวนการที่ เราต้องการพักผ่อนระบบย่อยอาหาร และล้างของเสียที่ตกค้างออกจากร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการรับสารพิษทุกชนิดระหว่างปฏิบัติ และการทานน้ำมันมะกอก ดีเกลือ น้ำมะนาว ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ถุงน้ำดี คัดหลั่งน้ำดี และสวนล้างด้วยการสำไส้ เพื่อขับสารพิษในร่างกายออกมาครับ


เวลาน้ำดีออกมามากๆ พอน้ำดีออกมาเมื่อไปรวมตัวกับน้ำมันมะกอก ก็จะทำให้เกิดการทำปฏิกริยา แล้วรวมตัวกัน ก็เลยเกิดนิ่วสบู่ และนำพาสารพิษออกมาครับ


แต่.......
เมื่อนุชาปฏิบัติแล้ว ไม่มีผลต่อการรักษาสิวให้สิวหายครับ เพียงแต่เป็นการล้างสารพิษเฉยๆ ครับ 
สิวไม่หายครับ แต่กลับเกิดอาการซ่านพิษ หรือสิวเห่อที่หน้าครับ แต่โชคดีที่เป็นไม่มาก สิวจะเป็นลักษณะอักเสบสีแดง บวมนูน และมีเม็ดอุดตันครับ และก็ใช้เวลารักษาค่อนข้างนานกว่าจะหายไปครับ


หากใครจะรักษาสิว ด้วยวิธีการล้างตับนุชาไม่แนะนำครับ หากเพียงคุณรักษาสุขภาพของตัวเองดีแล้ว ทานผักผลไม้สม่ำเสมอทุกวัน ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปสั่งให้ร่างกายกำจัดสารพิษด้วยการล้างพิษตับครับ เพราะร่างกายเราฉลาดมาก สามารถกำจัดสารพิษส่วนเกินได้อยู่แล้ว แต่ทั้งนี้มีข้อแม้ว่า คุณต้องรักษาสุขภาพของคุณให้ดีครับ


บทสรุปการล้างพิษตับ กับ การรักษาสิวของนุชา

นุชาไม่ได้สิวหาย จากการล้างพิษตับครับ
นุชาสิวดีขึ้นจากการดูแลสุขภาพ ภายใน และ การรักษาสิวภายนอก ทานอาหารครบ 5 หมู่
ออกกำลังกาย ผักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ล้างตับมาเป็นปี ไม่สวนลำไส้ สิวกลับหายและหน้ากลับมาเป็นปกติด้วยครับ 


ดังนั้น นุชาอยาก จะแนะนำว่า หากใครชวนเชื่อว่า การล้างพิษตับช่วยรักษาสิวได้นั้น
เป็นเรื่องที่นุชาว่าเกิดขึ้นได้น้อย หรือ เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะนุชาพิสูจน์ด้วยตนเองว่า 
ไม่ได้ทำให้สิวดีขึ้นครับ หรือทำให้สิวหาย อาจจะเป็นเรื่องของการ อุปทานหมู่ได้ครับ


แต่การล้างพิษก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน หากมีเวลาว่างมากๆ และต้องการพักร่างกาย 
เตรียมพร้อมร่างกาย ฟื้นฟูระบบต่างๆ ของร่างกายให้กับมาทำงานอย่างสมดุล เป็นเรื่องที่ดีครับ


*** การล้างพิษตับไม่ควรทำด้วยตนเอง และซื้ออุปกรณ์มาล้างเอง เพราะจะเกิดอันตรายขั้นเสียชีวิตได้ครับควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญครับ



หวังว่าบทความนี้ จะเป็นประโยชน์ และ ไขข้อข้อใจ ให้กับผู้ที่สนใจการรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ หรือ รักษาสิวด้วยตนเองครับ


นุชา
28 สิงหาคม 2557

-----

ขอแนะนำผลิตภัณฑ์รักษาสิวจากธรรมชาติ

Oranucha Skin ผลิตภัณฑ์รักษาสิว จากคนที่เคยเป็นสิวเรื้อรัง รักษาจนหายด้วยตัวเอง

รายละเอียดคลิ๊ก http://oranuchaskin.lnwshop.com/


ล้างพิษตับ, ล้างพิษตับรักษาสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, สวนลำไส้, ดีท็อก, ล้างพิษตับ, ล้างพิษตับรักษาสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, สวนลำไส้, ดีท็อก, ล้างพิษตับ, ล้างพิษตับรักษาสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, สวนลำไส้, ดีท็อก, ล้างพิษตับ, ล้างพิษตับรักษาสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, สวนลำไส้, ดีท็อก, 

Monday, August 25, 2014

HOME


 



ถามตอบ : จับหน้าระหว่างวัน ทำให้สิวขึ้นหรือไม่

หลายๆ คนที่เป็นสิว คงเกิดสงสัยว่า การที่เราส่องกระจกทั้งวันแล้ว เอามือคอยไปจับหัวสิว จับนู้นจับนี่ ลูบหัวสิวบ้าง แกะ แคะสิวบ้าง ทราบไหมครับว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี และไม่ควรทำอย่างยิ่ง


มือของเรา มีสิ่งสกปรกสะสมอยู่มากมาย เมื่อนำเอามือไปตรวจด้วยกล้องจะพบว่า มีเชื้อโรคและแบคทีเรียมากกว่า หลังฝ่ามือเลยทีเดียวครับ


ดังนั้นหากเป็นสิวอยู่แล้ว ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเอามือไปจับสิว หรือ ผิวหน้าระหว่างวัน จะทำให้ผิวเกิดการอักเสบ และเชื้อ P.acne ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดสิวเกิดการกระจายตัว และลุกลามไปยัง ผิวหรือรูขุมขนอื่นๆ ได้ครับ และเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ครับ



คำแนะนำ

หากหน้ามัน ต้องการเอามือไปสัมผัสหน้า ควรใช้กระดาษเช็ดชู่ซับ หรือ ใช้กระดาษซับมัน แทนการจับหน้าได้ครับ และงดการส่องกระจกระหว่างวัน เพราะจะทำให้จิตของเราตก เมื่อเห็นสิวได้ครับ


นุชา


จับหน้าเป็นสิว, มือบีบสิว, เอามือจับสิว, ทำให้เกิดสิว, สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว,

Sunday, August 24, 2014

เรื่องเล่าใกล้ตัว มะเร็งลำไส้คร่าชีวิตเด็กมัธยม

สวัสดีครับ เมื่อวานนุชาได้ไปเรียนที่มหาลัย แล้วได้คุยกับเพื่อนๆ ที่มหาลัย ซึ่งน้องบิว มาสอย ซึ่งนุชาก็ได้ถามน้องไปว่า ทำไมถึงมาเรียนสาย น้องเขาเล่าว่า ที่มาสาย (มาเรียนตอนบ่าย) เพราะไปงานศพ รุ่นน้องมา ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้เสียชีวิต ด้วยวัยไม่ถึง อายุ 20 ปี ด้วยซ้ำ หรือ กำลังเรียนอยู๋ในช่วงมัธยมปลาย

นา นุชา แนน ไม่ได้ถ่ายน้องบิวเลย ^^


ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ที่ด้วยวัยเท่านี้ก็สามารถเป็นโรคมะเร็งด้วย และเป็นคนใกล้ตัวของน้องด้วยครับ พวกเราก็ได้ช่วยกันแชร์ประสบการณ์พฤติกรรม หลาย คนที่คุยกันในกลุ่ม หรือเกลือบทั้งหมด ยกเว้นนุชา มีระบบการขับถ่ายที่ไม่ปกติ หรือ 3 วันถ่ายที หนักสุด ถ่ายอาทิตย์ละครั้ง คุณพร่ะะะะะะะะ.......


นี่อาจจะเป็นสาเหตุหลักใหญ่ๆ ที่ทำให้หลายคน เป็นโรคมะเร็งลำไส้กันนะครับ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้มากที่สุดเลยก็คือ การขับถ่าย หากเราไม่ขับถ่ายทุกวัน หรือนานๆ ถ่ายที สารพิษจะถูกสะสมในลำไส้ และ ของเสียเกิดการเน่าเสีย ทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นต้นครับ


ซึ่งจากที่เราพูดคุยกัน น้องๆ ไม่ชอบที่จะทานผักผลไม้ หรือ อาหารที่มีกากใยกันเลย เข้าใจนะครับว่า ในสังคมเมือง อาหารที่รวดเร็วที่สุด อาจจะเป็นอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งอาหารพวกนี้มักจะอุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ส่วนไฟเบอร์ หรือ พืชผัก จะน้อยมากๆ ซึ่งกล่าวโดยรวมคือมีไฟเบอร์หรือกากใยน้อยครับ ซึ่งหากเราทานอาหารพวกนี้ไปเป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดอาหารท้องผูก ไม่ขับถ่าย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังได้ครับ


สิ่งที่นุชาอยากแนะนำให้หลายๆ คน ทั้งคนเป็นสิว และไม่เป็นสิว ปรับระบบขับถ่ายของตนเองให้เป็นปกติ ซึ่งหากยังปรับไม่ได้ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งลำไส้มีแน่ๆ ครับ

เมื่อก่อนนุชา ก็เป็นคนขับถ่ายไม่ค่อยจะออก หรือ เรียกว่าธาตุหนักมากๆ เหมือนกัน แต่ปัจจุบันก็กลับมาเป็นปกติ ทานตอนเช้า 6.00 น. ทุกวัน โดยไม่นาฬิกาปลุกเลยครับ มันมาจ่อที่ท่อเลยครับ 5555
ส่วนตอนเย็น ก็จะถ่ายก่อนอาบน้ำ นั่งฟังเพลงไปด้วย รอไปด้วย เป็นการปรับการขับถ่ายให้ออกทุกวันๆ วันละ 2 ครั้งครับ


ซึ่งวิธีการเรื่องปรับการขับถ่ายนุชาได้เคยเขียนไปแล้วนะครับ
สามารถอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่นี่นะครับ
http://happyacne2you.blogspot.com/2014/01/blog-post_23.html

ส่วนผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่กล่าวถึงในบทความที่แนะนำไป นุชาเลือกทานสมุนไพร ดีท็อกแคปซูล ก่อนนอนครั้งละ 3 แคปซูลเป็นเวลา 5 เดือน หลังจากนั้นก็ทานขมิ้นชันร่วมสลับด้วยครับ ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 2 ปี นุชาไม่จำเป็นต้องทานดีท็อกแคปซูลเลย ก็จะมีทานบ้างอาทิตย์ละครั้งทานเพื่อล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย และปกติก็ทานขมิ้นชันอยู่แล้วเพราะ รักษากรดไหลย้อนที่กำลังกลับมาเป็นอีกรอบครับ



 25 สิงหาคมา 2557

 มะเร็งลำไส้ใหญ่, สิวการกับขับถ่าย, ท้องผูกสิว, ท้องผูกสิวขึ้น,

Friday, August 22, 2014

ฝึกไม่โกรธ ช่วยลดสิว

เป็นอีกวันที่นุชาตั้งใจที่จะมาเขียนบล็อกประเภทเชิงจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับการเกิดสิว ซึ่งส่วนตัวนุชาแล้ว ค่อนข้างที่จะชอบและสนใจ การดูแลรักษาจิตใจของตนเอง


ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่นุชาเครียดมากๆ ทั้งการเรียน การสอบ และ เพื่อนฝูง ซึ่งมีทัศนคติไม่ค่อยจะตรงกัน และมีปัญหาเรื่องการแบ่งงาน ทำให้นุชาเครียด แต่ด้วยความเครียดตอนนั้นในหัวของนุชา คิดไปเรื่อย คิดนอกเหนือจากเรื่องที่เป็นอยู่ซึ่งก็ไม่รู้จะเครียดทำไม และรู้สึกโกรธใครบางคน


แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อาการเครียดหายแล้วครับ ไม่เครียดไม่โกรธละครับ ตอนที่เครียดๆ สิวมักจะขึ้นที่หน้าผาก และ คิ้วเยอะมาก และมีสิวเม็ดสีแดงบนจมูก ส่วนมากจะเป็นลักษณะของสิวอุดตัน และ กลายเป็นสิวอักเสบ เป็นลำดับๆ ไปครับ


นุชาได้เคยอ่านหนังสือ "เข็มทิศ สุขภาพ" เขียนโดย Alex Wu เป็นหนังสือสุขภาพแนวการดูแลรักษาแบบฉบับแพทย์แผนจีน


ในหนังสือนั้น ได้อธิบายไว้ว่า เมื่อเรามีความเครียด หรือ โกรธใครสักคน หรือไม่พอใจอะไรบางอย่าง ร่างกายจะคัดหลังสารเคมี เพื่อที่จะเตรียมพร้อมปะทะกับเหตุการณ์ ต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งส่งผลทำให้ตับร้อน ซึ่งในทางตรงกันข้า เมื่อตับของเราร้อนก็จะทำให้มีอารมณ์โกรธง่ายยิ่งขึ้นครับ

ซึ่งมุมมองของแพทย์แผนจีนแล้ว ความโกรธจะทำร้ายตับ เมื่อตับได้รับบาดเจ็บจะยิ่งทำให้ เรามีอารมณ์โกรธง่ายขึ้นไปอีก ซึ่งหากเราโกรธตับก็ร้อน ตับร้อนก็โกรธง่ายอีก ซึ่งจะกลายเป็นกงเกวียนแบบนี้ไม่รู้จบ ครับ


จากที่ได้สังเกตุพฤติกรรมการเกิดสิว และความสัมพันธ์ของการโกรธของตัวเอง นุชาพบว่า เมื่อนุชาโกรธใครสักคน เคยได้ไหมครับว่า โกรธ..... จนเลือดขึ้นหน้า ใบหน้าจะแดง หูจะแดง ร่างกายจะร้อนผ่าว โดยที่เราไม่ได้มีไข้ หรือมีสิ่งอะไรภายนอกมาทำเราเลย ซึ่งมันเกิดจากตัวเองครับ  เมื่อความโกรธสั่งสมนานๆ ก็ทำให้เราหม่นหมอง คิดแต่เรื่องแย่ๆ สิ่งแย่ๆ ก็จะตามมาครับ


ซึ่งสิ่งแรกที่จะแสดงเลยก็คือ ระบบย่อยอาหารแปรปรวน เป็นโรคกระเพราะ  การขับถ่ายแปรปรวนขับถ่ายไม่เป็นเวลา คือ 2 วันถ่ายทีครับ และส่งผลทำให้สิวอักเสบ และสิวอุดตัน ขึ้น บริเวณจมูก หน้าผาก และก็คิ้วด้วย ไม่ดีเลยครับ ส่วนที่กล่าวมานี่เป็นจุดที่รักษายากมากด้วยครับ

มีคนกล่าวว่า "อันความโกรธนั้น คือ การนำเอาความผิดของคนอื่นมาทำร้ายตนเอง" ซึ่งเป็นความจริงครับ หลายคนส่วนใหญ่ที่โกรธ รวมถึงนุชาเองก็ด้วย ที่โกรธก็เพียงเพราะไม่พอใจคนๆ นึง ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำผิดอะไร แต่เราเอาความผิดของเขามาทำร้ายตัวเรา และบางครั้ง เรื่องบางเรื่องมันควรจบไปตั้งนานแล้ว เราก็เก็บเรื่องนั้นมาคิดแล้วคิดอีก โกรธแล้วโกรธอีก


วิธีการบริหารจัดการความโกรธของนุชาก็คือ ฝึกรู้สึกตัว เวลาเราจะทำอะไร เราก็รู้สึกตัว และรู้ตัวตลอดเวลาครับ อย่างเช่น เราเห็นใคร หรือ เหตุการณ์อะไรที่ทำให้เราไม่พอใจ เราก็จะรู้ เราจะคิดในใจก่อนว่า ทำไมเราไม่ชอบอันนี้ เหตุผลที่เราไม่ชอบสิ่งนี้คืออะไร รู้สึกตัวทุกครั้ง พอเรารู้แล้ว จะทำให้เราทราบว่า ไม่มีสิ่งไหน หรือ เหตุการณ์อะไรที่จะทำให้เราพอใจไปทั้งหมด ให้อภัยคนที่ทำผิดพลาดหรือทำให้เราไม่พอใจ


"เมื่อเรารู้ตัว ให้อภัยคนอื่น แล้วความโกรธที่กำลังจะก่อตัวนั้น มันห็หายลงไปครับ" 


เมื่อเราไม่มีความโกรธในใจของเรา เราก็จะคิดดี นำพาสิ่งดี คนดี ของดี เข้ามาหาเราครับ


การฝึก "รู้สึกตัว" ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายๆ ซึ่งนุชาว่าหลายๆ คนคงจะนำไปใช้กับชีวิตจริงได้ครับ
วันนี้เราฝึกรู้สึกตัว ให้อภัยคนอื่น เพื่อไม่ให้ร่างกายของเราแย่ นำพาสิ่งแย่ๆ เข้ามา และห่างไกลจากสิวกันเถอะครับ  (ยิ้ม)



22 สิงหาคม 2557
นุชา


ฝึกไม่โกรธ ช่วยลดสิว,ตับร้อน,ตับร้อนสิว,แพทย์แผนจีนสิว,แพทย์แผนจีนรักษาสิว

Wednesday, August 20, 2014

สายจากทางบ้าน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 นุชาได้พูดคุยกับ พี่โตน (นามสมมุติ) ซึ่งติดตามผลการรักษาของนุชาจากที่เดิม.... จนนุชามาเขียนบล็อคและศึกษาแนวทางการรักษาสิวของตนเองจนสำเร็จ

เมื่อวานนุชาได้คุยกับพี่โตนเรื่องการรักษาสิว ซึ่งพี่โตนได้รักษาสิวตามแนวทางธรรมชาติบำบัด แต่แนวทางที่ทำคือ พี่เขาได้เล่าว่า พี่โตนต้องงดอาหารต่างๆ เช่น เนื้อสัตว์ อาหารมัน อาหารรสจัด หรือ จะบอกได้เลยว่า แทบทานผักทุกมื้อแทนอาหารที่กล่าวมาข้างต้นครับ และจากที่น้ำหนักจาก 51 - 54 กิโลกรัมหลังจากที่รักษาสิวตามแบบที่กล่าวมา น้ำหนักของพี่โตนก็ลดลงเหลือเพียง 44 กิโลกรัม


แต่ประเด็นที่ได้พูดคุยกับนุชาคือ พี่โตนอยากทราบว่า ทำอย่างไรจะทำให้น้ำมันในร่างกายของพี่โตนสมดุล ซึ่งนุชาแนะนำไปว่า หากจะต้องการทำให้น้ำมันในร่างกายสมดุลพี่ต้องทานอาหารที่มีไขมัน และเริ่มกลับไปทานอาหารปกติเหมือนคนทั่วไปทานกัน


ซึ่งในทางปฏิบัติ ตามแนวทางที่พี่โตนรักษาสิวอยู่ได้ผลจริง สิวไม่ขึ้น และพี่โตนก็รู้สึกผิดมาตลอดเพราะต้องทานอาหารในแบบ ที่เขากำหนด หากทานนอกเหนือจากนี้ไปจะทำให้สิวขึ้น แต่ในเวลานี้ตอนนี้พี่โตนมีเวลาอยู่บ้าน มีเวลาว่างพี่โตนสามารถทำได้


แต่ในชีวิตจริงแล้ว หากเลิกทำตามแนวทางไป สิวพี่โตนอาจจะขึ้นมาได้ เพราะนุชา กล้าบอกเลยว่า ไม่มีใครที่จะสิวหายถาวรด้วยวิธีการอันนี้รวมถึงนุชาด้วย เช่นกัน


จากเมื่อก่อนนุชาน้ำหนัก 52 กิโลกรัมก่อนรักษาสิวเหมือนพี่โตน พอรักษาสิวตามแนวทางธรรมชาติบำบัด น้ำหนักกลับลดลงเหลือ 45 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นมา 3 กิโลเป็น 48 กิโลกรัมครับ หลายคนคงจะ จินตนาการออกได้นะครับว่า ผู้ชายที่มีสรีระแบบนี้คงไม่น่ามอง เพราะธรรมชาติของผู้ชายต้องมีร่างกายที่ดูแมน ตัวโต ดูหน้าเกรงขาม ปกป้องเพศตรงข้ามได้ครับ


และหากพี่โตตันสินใจจะเลิกและปรับการทานมาเป็นปกติ แต่ไม่ทำให้สิวขึ้นก็สามารถทำได้ครับ แต่ตอนแรกร่างกายอาจจะไม่ชินและรับไม่ได้ อาจจะเกิดเอฟเฟคเช่น อ๊วก เวียนหัว เมื่อได้รับอาหารแปลก ๆ เพราะร่างกายชินแต่การกินอาหารอ่อนๆ เท่านั้น


จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ผ่านมา เกือบ 1 ปี ที่นุชาได้ทานอาหารแบบคนปกติ แต่มีหลายเมนูเหมือนกันที่ทานเยอะไม่ได้ ทานแล้วจะเวียนหัว ซึ่งต้องอาศัยให้ร่างกายปรับสมดุลและรับอาหารแบบคนทั่วไปได้ครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นุชาได้บอกพี่โตนไป การทานอาหาร ทานได้หมดนะ แต่หากอันไหนที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์ก็ทานน้อยๆ ทานลดลง จะทำให้เรามีความสุขกับการทาน และใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป และทำให้สิวเราหายได้เช่นกัน อันนี้ขอยืนยัน

สุดท้ายนี้นุชาก็ได้บอกกับพี่โตนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นุชาคิดว่าขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะทานผัก หรือ คนทานผัก หากเราท้องผูกแล้ว เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้มากๆ เลยครับ


หวังว่าบทความนี้พี่โตนจะมาแอบอ่าน และเป็นประโยชน์กับทุกๆ คนนะครับ
ขอให้ทุกคนหายจากสิว และดำรงค์อยู่อย่างมีความสุขในแบบของเราครับ

นุชา
21 สิงหาคม 2557



ฝากกดไลท์เพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/Diaryhome

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา
http://happyacne2you.blogspot.com/

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่ 
http://www.youtube.com/channel/UC6yq9nAdCU1wWu8d1WxRREw/videos





รักษาสิวด้วยตนเอง, รักษาสิว, สิวหาย, การทานอาหารสิว, สิวอาหาร, การทานอาหารสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, รักษาสิว, สิวหาย, การทานอาหารสิว, สิวอาหาร, การทานอาหารสิว, รักษาสิวด้วยตนเอง, รักษาสิว, สิวหาย, การทานอาหารสิว, สิวอาหาร, การทาน

REVIEW : แป้ง mmu lauress แป้งสำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย

เห็นหลายต่อหลายคนรีวิว แป้งนั้นนู้นนี่ ที่ใช้สำหรับคนเป็นสิว ทั้งแบรนด์ให้และแบรนด์เทศ วันนี้นุชาเลยขอมารีวิวบ้าง ว่านุชาเคยใช้แป้ง mmu เหมือนกันนะครับ


mmu ย่อมาจาก mineral make up เป็นเครื่องสำอางที่ส่วนประกอบจะเน้นแร่ธาตุจากธรรมชาติทั้งหมด ซึ่งไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม สารกันเสีย ซิลิโคน ดังนั้นจึงเป็นเพราะผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ เหมาะสมกับผิวแพ้ง่าย และมีแนวโน้มเป็นสิวนั่นเองครับ


ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนให้แป้งยี่ห้อ lauress เป็นสีเนื้ออมเหลือง เวลาทาแล้วรู้สึกว่าจะขาวมากเหมือนกัน เหตุผลที่ได้มาฟรีก็เพราะว่า พื้นสีผิวของพี่เขานั้นไม่เหมาะกับแป้งสีนี้เพราะสว่างเกินไป เพราะหากใช้เยอะเกิน หน้านุชาก็ลอยได้เหมือนกันครับ


หน้าตาก็เป็นกระปุกสีน้ำเงินอ่อนๆ สกรีนชื่อยี่ห้อ lauress อย่างสวยงาม แต่จากสภาพกระปุกค่อนข้างเก่าคลำคล่าเพราะรื้อมาจากโต๊ะเครื่องแป้งครับ



ด้านล่างของกระปุกแป้ง จะอธิบายของชนิดผลิตภัณฑ์ที่เราเลือก สีที่นุชาได้มาก็คือ 

Radiant Gold Minimalist
โทนเนื้ออมเหลือง สีผิวประมาณเบอร์ 2.5 - 3

Ingredients: ส่วนประกอบ

Titanium Dioxide
Mica
Zinc Oxide
Iron Oxides

ขนาด 10 กรัม / ราคา 850 บาท



ผ่าง.... เปิดฝาออกมา ถ้าเปิดแรงๆ หากซื้อมาใหม่ๆ 
แป้งอาจจะทะลักออกมาได้ครับ ฉนั้นควรเปิดเบาๆ นะครับ


เนื้อของแป้ง เป็นเนื้อละเอียดครับ ค่อนข้างติดผิวพอสมควร 
จากที่นุชาใช้ โดยส่วนตัวแล้ว นุชาใช้ทือเกลี่ยเอาครับ เลยทำให้แป้งมันด่างๆ ไม่สม่ำเสมอทั่วหน้า
หากจะให้โปร จริงๆ คงจะต้องใช้แปงของเขาครับ 



ผลการใช้แป้ง / การเพิ่มขึ้นของสิว



การปกปิดรอยแดงจากสิวค่อนข้างพอใจมากครับ
แต่........พบว่าหน้าจะหมองลง ในระหว่างวันครับ หรืออาจจะไปทางหน้าคล้ำได้ครับ
ดังนั้น หากจะให้แปะตลอดวัน คงจะต้องเติมแป้งด้วยแหละครับ


สำหรับคนที่เป็นสิวอยู่ อาจจะไม่เหมาะมากนัก เพราะทาแล้ว เวลาแป้งมันไปเกาะจับแผลสิว หลุมสิว หรือหัวสิวของเรา จะเห้นเป็นด่างขาวครับ ต้องเกลี่ยดีๆ จริงๆ ครับ


นุชาพบว่า หากล้างหน้าสะอาด ใช้คลินซิ่งเช็ดทำความสะอาดดีๆ ก็จะไม่ทำให้สิวขึ้นได้ครับ
แต่หากไม่ใช้ หรือเช็ดไม่สะอาด ก็ทำให้เกิดการอุดตันได้เช่นกันครับ เพราะนุชาได้ทดลองกับตัวเอง
พบว่าการที่เราล้างแป้งไม่สะอาด เพราะเนื่องจากแป้งค่อนข้างติดผิวและทำความสะอาดยาก 
นุชาล้างไม่หมด สิวอุดตัน และสิวอักเสบขึ้นเยอะพอสมควร ช่วงนั้นจึงพักการใช้ไปยาวเหมือนกัน


แป้ง mmu อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่ายนะครับ 
หากล้างหน้าให้สะอาด ดูแลผิวถูกวิธี สิวก็ไม่มากวนใจแล้วครับ พบกันบทความหน้านะครับ


ติดตามเพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่ 



แป้ง MMU ,แป้งสำหรับคนเป็นสิว,สิวเรื้อรัง,สิวหายขาด,นุชารักษาสิว,สิวเสี้ยน,สิวอุดตัน,แป้ง MMU ,แป้งสำหรับคนเป็นสิว,สิวเรื้อรัง,สิวหายขาด,นุชารักษาสิว,สิวเสี้ยน,สิวอุดตัน,แป้ง MMU ,แป้งสำหรับคนเป็นสิว,สิวเรื้อรัง,สิวหายขาด,นุชารักษาสิว,สิวเสี้ยน,สิวอุดตัน,แป้ง MMU ,แป้งสำหรับคนเป็นสิว,สิวเรื้อรัง,สิวหายขาด,นุชารักษาสิว,สิวเสี้ยน,สิวอุดตัน,แป้ง MMU ,แป้งสำหรับคนเป็นสิว,สิวเรื้อรัง,สิวหายขาด,นุชารักษาสิว,สิวเสี้ยน,สิวอุดตัน

Tuesday, August 19, 2014

ประสบการณ์ : อบตัว-อบสมุนไพร เพื่อรักษาสิว

สวัสดีครับวันนี้ บทความนี้นุชาจะมาแชร์ประสบกาณณ์การอบตัวด้วยสมุนไพร หรือ การอบไอน้ำ ด้วยสมุนไพร ซึ่งหลายๆ คนอาจจะคิดว่าการอบตัวแล้วทำให้สิวดีขึ้น


เนื่องด้วยการอบตัวใช้ความร้อนจากไอน้ำซึ่ง จะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือด ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อเลือดลดในร่างกายไหลเวียนดี ก็จะทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณแจ่มสิว ไร้สาวฝ้า ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำหรับคนเป็นสิวเมื่ออ่านแล้วผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาได้ละเอียดอย่างแน่ชัด ก็อยากไปทำใช่ไหมครับ


ซึ่งตัวนุชาเองยอมรับว่าก่อนจะทำนั้นก็ไม่ได้ศึกษาข้อมูลรอบด้านครับ แต่เมื่อทดสอบแล้วถึงจะทราบผล ก่อนจะสรุปผลนุชาขอเล่าก่อนนะครับว่า ขั้นตอนที่นุชาทำนั้นมีอะไรบ้าง ต้องใช้อะไรในการทำ เพราะนุชาทำมานานมากกว่า 1 ปี และทำแค่ 1 ครั้งเท่านั้นครับ หารูปที่ถ่ายตอนเชียงรายไม่เจอ ลองจิตนาการเอากันเองนะครับ


อุปกรณ์กรณ์ที่ต้องใช้
  • หม้อหุงข้าว
  • สมุนไพรที่นุชาใช้ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกูด ไพร ชมิ้นชัน หาเท่าที่หาได้ในบ้านเท่านี้ครับ
  • กระโจมสำหรับครอบอบตัว หรือ สุ่มไก่....
  • ผ้าสำหรับปิดกระโจมที่สร้างขึ้น
รูปภาพจาก http://www.rayabeading.com/creative_detail.php?id=24&ln=th

ขั้นตอนการอบตัว

นุชาได้ต้มน้ำสมุนไพรก่อนครับ ก่อนที่จะเทนน้ำสมุนไพรทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อหุงข้าว จากนั้นก็เอาหม้อหุงข้าวไปไว้ในกระโจมที่เตรียมไว้ แล้วปิดด้วยผ้า รอซัก 15 -20 นาที รอให้ไอน้ำเดือดและทั่วถึงกระโจม นุชาก็อาบน้ำชำระสิ่งสกปรกก่อน แล้ว นุชาก็เข้าไปอบตัวในกระโจม 15 นาที


ความรู้สึกผลที่ได้รับจากการอบตัว

ความรู้สึกแรก 5 นาทีแรก ทนได้ หลายคงจะทราบว่าร้อนมากๆ เพราะเอาผ้าคลุมกระโจมทั้งหมด ผ่านไป 10 นาที เริ่มทนไม่ไหว จึงได้ออกมาจากกระโจมเพราะเหงื่อแตกไปทั่วตัว ทั้งตัว ทั้งหน้าครับ เสร็จพิธีเพราะทำต่อไม่ไหวแล้วร้อนมากจะเป็นลมเอาจริงๆ ครับ จากนั้นนุชาก็รื้อของทั้งหมด แล้วอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็ไปอาบน้ำสมุนไพร และทานน้ำผักปั่นครับ



ผลด้านการรักษาสิว

ออกมาด้านลบครับ นุชาว่าการอบตัวเป็นกระบวนการที่ใช้ความร้อนที่ค่อนข้างสูงมาก และมีข้อจำกัดสำหรับหลายๆ คน ไม่ใช่ว่าทุกๆ คนจะสามารถทำได้ครับ สิ่งที่นุชาได้พบคือ สิวอักเสบเห่อ และลุกลามครับ และแผลจากสิวหายช้าลงครับ ซึ่งถ้าพูดง่ายๆ ก็เปรียบเสมือนเรามีแผลตามตัว หากเราใช้ของร้อนๆ ไปถูกใส่แผลมันก็เกิดการอักเสบ และเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้ ดังนั้นเมื่อพูดเรื่องสิวกับแผลดังกล่าวก็เหมือนกันเลยครับ ดังนั้นการรักษาสิวด้วยการอบสมุนไพร อบตัว นุชาคิดว่าไม่เหมาะกับคนเป็นสิว ปละมีปัญหาทางผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม หากหลายๆ คนอยากมีสุขภาพที่ดี มีระบบไหลเวียนของเลือดที่ดี หนทางที่จะสามารถทำได้ และไม่ต้องลงทุนอะไรมาก คือการ ออกกำลังกายครับ ได้ผลเหมือนกัน หรือดีกว่าด้วยครับ สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อ คลายเครียดได้อีกด้วยครับ


นุชาไปเจอข้อมูลในเว็บไซต์มาเรื่องข้อห้ามของการอบตัวครับ

การอบสมุนไพรยังมีข้อควรระวังอยู่ โดยข้อห้ามสำหรับการอบสมุนไพร มีทั้งหมด 7 ข้อ คือ

       1.ไม่ควรทำการอบสมุนไพรขณะมีไข้สูง (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส) เพราะอาจมีการติดเชื้อ

       2.ผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด

       3.มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคไต โรคหัวใจ โรคลมชัก โรคหอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง ในรายที่มีความดันโลหิตสูง 180 มิลลิเมตรปรอท สามารถอบได้ตามดุลยพินิจของแพทย์แต่ต้องได้รับการดูแลอย่างไกล้ชิด

       4.ผู้หญิงที่มีประจำเดือน ร่วมกับมีอาการไข้ร่วมด้วย

       5.มีการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ

       6.อ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ


       7.ปวดศีรษะชนิดรุนแรง คลื่นไส้




ข้อมูลข้อความการอบตัวจากwww.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000159445



ฝากกดไลท์เพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/Diaryhome

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา
http://happyacne2you.blogspot.com/

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่
http://www.youtube.com/channel/UC6yq9nAdCU1wWu8d1WxRREw/videos


อบตัวรักสิว, การอบสมุนไพร, สิว, รักษาสิวดเวยตนเอง, สิวเรื้อรัง, 

Sunday, August 17, 2014

แรงบันดาลใจในการรักษาสิวด้วยตนเอง

การรักษาสิวด้วยตนเอง จนเกิดผลสำเร็จ ของนุชานั้น ล้วนก้าวผ่านมรสุมหลายระรอก มากครับ ทั้งการลองผิดลองถูกเกี่ยวกับการใช้ครีม การทดลองต่างๆ ที่คาดว่าจะสามารถรักษาสิวได้ ผ่านมาหมด

มีครั้งหนึ่งที่นุชาเข้าสู่การรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ทราบข้อมูลเท็จจริง เห็นเขาว่าอย่างไร เราก็ทำตามหมด และไม่ได้ศึกษาข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติม จนกระทั้งรักษาสิว รอบแรกเมื่อต้นปี 2555 สำเร็จ แต่แล้วผ่านไป 3 เดือนสิวก็กลับมาอีก อาจจะเนื่องด้วยจากการหยุดใช้ผลิตภัณฑ์บางตัว หรือ การที่ผิวปรับเปลี่ยนกับสภาพภูมิอากาศด้วยครับ

เนื่องด้วยการรักษาสิวที่นุชารักษาสิวด้วยตนเองล่าสุด หรือ ปัจจุบันนี้ ถามว่าที่รักษาเอง ท้อ....ไหม ท้อนะครับ รู้สึกแย่ๆ ว่าทำไมตัวเงถึงมาเป็นสิว มาเจอสถานการณ์แย่ๆ แบบนี้ด้วย มีคำนึงที่นุชาได้ไปเห็น มีคนพูดกับนุชาว่า "ไม่มีฉันเธอก็รักษาสิวของเธอไม่ไดหรอก" เป็นคำพูดหนึ่งที่ตราตรึงใจนุชามาตลอดว่า ทำไมเราขาดเขาไป ทำไมเราจะยืนดว้ยตนเองไม่ได้ครับ จึงเปลี่ยนคำพูดแย่ๆ หรือสิ่งที่มากระทบจิตใจเรา เป็นพลังฮึดในการต่อสู้และรักษาสิวของตนเอง จนดีขึ้นถึงปัจจุบัน

สิ่งที่เป็นแรงบันดาลในการรักษาสิวของตนเอง อาจพูดได้ว่าความคิดและทัศนคติ ต่อการดำรงค์ชีวิตส่วนหนึ่งมาจากการที่ได้ดูซีรีย์เกาหลี เชิงประวัติศาสตร์ หรือการให้แง่คิดครับ

อย่างเรื่องแรกที่ส่งผลต่อนุชามากๆ เลยก็คือ "แดจังกึม" ถือเป็นซีรีย์ที่นุชาได้ความรู้ แนวคิด รวมถึงแนวทางการปฏิบัติตัวต่อคนรอบข้างด้วยครับ


ในส่วนหนึ่งของแดจังกึม ที่ถูกเนรเทศไปเกาะเชจู เพราะใส่ร้ายจากแชซังกุง เพื่อที่จะกำกัด ฮันซุงกุง และจังกึม เพียงเพราะรู็ความลับของกันและกันเข้า แต่จังกึมเมื่อถูกเนรเทศออกมาแล้ว จังกึมเองก็ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก และอดทน เรียนหมอหญิง จนกลายเป็นผู้หญิงที่มีชื่อเสียงด้านการแพทย์ของสมัยโชชอน

จะเห็นได้ว่า แม้ว่ามีอะไรมากระทบเรานอกกายของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงเราได้เลยก็คือ จิตใจของเราเอง ที่มุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่กำลังถาถมเข้ามาในชีวิต ลองมองออกไปอีกสักนิดว่า.. ความสำเร็จที่แท้จริงมันเลยความล้มเหลวมานิดเดียวเองครับ


นอกจากนี้แล้วยังให้นุชาเห็นว่าละครเรื่องนี้สร้างมาดีมากๆ ที่สอนให้คนเรารู้จักให้อภัยกันและกัน ไม่สนใจกับสิ่งที่ผิดพลาดที่ผ่านมาของกันและกัน จังกึมยังให้อภัย แชกึมยอง เพื่อนๆ และทุกคนที่เคยคิดร้ายต่อเธอ ทำให้จังกึมเองรู้สึกสบายใจ และดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างดีงามอีกด้วย




ทงอีจอมนางคู่บันลัง.... อาจจะไม่เกี่ยวกับแรงบันดาลในการรักษาสิวแต่อยากเล่าให้ฟังครับ

ซีรีย์สะท้อนให้เห็นถึงความดีความชั่ว ในตัวละครนั้น จากหนึ่งที่นุชาชอบคือ

เมื่อทงอีทราบความจริงว่า สนมฮีบิน เป็นคนไม่ดี ทั้งที่เป็นผู้มีประคุณต่อทงอีเอง แต่ทงอีสามารถตัดสินใจที่จะ ต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล้าวนั้นครับ จะเห็นได้ว่าทงอีสามารถรู้และแยกการกระทำของบุคคลรอบตัวว่า ดี หรือ ชั่ว ได้ ซึ่งหากในชีวิตจริงของเรานั้น อาจจะเป็นทางเลือกที่ตัดสินใจลำบากมากเพราะ คนนั้นก็มีบุญคุณ และอีกส่วนก็เป็นคนไม่ดี




  "โอชิน ...เธอน่ะต้องมีชีวิตอีกหลายปี ต้องเจอความทุกข์ ความเจ็บปวด เจอคนไม่ชอบไม่พอใจอีกเยอะ แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอต้องไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่ทำร้ายใคร
        เพราะการที่เราเกลียด เราโกรธใคร มีแต่ทำให้เราเป็นทุกข์ ทำร้ายผู้อื่นก็เท่ากับทำร้ายตัวเอง ทำให้เราเจ็บปวด ทุกอย่างมันจะย้อนกลับมาหาเราเอง
        เมื่อไรที่โอชินจะโกรธหรือเกลียดใคร ก่อนจะโกรธหรือเกลียดใคร ลองนึกถึงจิตใจอีกฝ่ายว่าทำไมเขาทำอย่างนั้น เขาคงมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ถ้าหาเจอ เราก็แก้ไขข้อผิดพลาดของเรา แต่ถ้าโอชินไม่ผิด แล้วอีกฝ่ายยังพยายามทำร้ายเธอ เธอก็อย่าไปโกรธเขา สงสารเขาเถอะ  พวกขี้อิจฉาชอบกลั่นแกล้งคนอื่นน่ะไม่มีความสุขหรอก คิดเสียว่าพวกเขาเป็นคนขาดความรัก เป็นคนน่าสงสาร ให้อภัยเขาไปเถิด
        ฉันอยากให้โอชินเป็นคนให้อภัยคนอื่น ถ้าเรารู้จักรักคนอื่น เราก็จะเป็นคนที่คนอื่นรักได้แน่นอน และถ้าทำอย่างนั้นได้ ชีวิตเราก็มีความสุขตลอดไป

        ฉันอาจจะสอนเลข สอนหนังสือโอชิน แต่ถึงโอชินจะเก่งแค่ไหน มีงานดีๆทำ แต่ถ้าไม่มีหัวใจก็ไร้ประโยชน์ ถือว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ การเรียนมาก รู้มาก บางครั้งก็เป็นอันตรายเหมือนกัน..."


การให้อภัยคนที่มาว่า หรือ พูดทำให้เรารู้สึกแย่ๆ กับการเป็นสิว หากเราให้อภัยพวกเขาเหล่านั้น ก็ทำให้เรามีวความสุขในแบบที่เราเป็น บางครั้งนุชาคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครเลยด้วยซ้ำไปครับ



เรียนรู้อะไร...จากการเป็นสิว

1. สิว สอนให้อดทนมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว บางคนเครียดเรื่องชีวิต ครอบครัวอยู่แล้ว หากมีสิวจะยิ่งทำให้เกิดความเครียดไปอีก จนกลายเป็นปมด้อยของตนเอง คนเป็นสิวหลายคนส่วนใหญ่และนุชาอีกคนที่ ต้องมีความอดทนมากๆ

2. สิว สอนให้รู้จักการให้อภัย เมื่อมีคนมาพูดแย่ๆ กับเรา พูดว่าเราสิวเยอะ ดูไม่ดีเพราะสิว แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขและสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างสมบูรณ์คือการให้อภัยคนเหล่านั้น

3. สิว สอนให้รู้จักปล่อยวาง หลายคนที่นับถือพระพุธศาสนาคงเข้าใจคำว่าปล่อยวาง หรือ เลิกยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น หรือ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุและผลของมัน หากเราทำเหตุให้ดี ผลที่ดีก็จะตามมา การรักษาสิวเช่นกัน รักษาสิวถูกต้อง ผลที่ดีก็จะตามมา ฉนั้นควรปล่อยวาง.....

4. สิว ทำให้เข้าใจชีวิต มนุษย์ทุกคนปราถนาที่สุดก็คือการมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เราหลายๆ คนควรดีใจที่มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่สิวเป็นเพียงส่วนเกินที่ร่างกาย ที่เราไม่ต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราขาด หรือ ต้องการนำมาใช้ประโยชน์ หากมองย้อนกลับไปดูคคนที่ ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง ขาดอวัยวะที่สำคัญในการใช้ชีวิต ถือว่าเราก็โชคดีกว่าคนเหล่านั้น

5. สิว ทำให้มีสติ การรักษาสิวแน่นอน การโฆษณา หรือ สิ่งเร้าภายนอกที่มากระทบเราทุกวัน สื่อบอกว่า เราต้องสวยเท่านั้น เราต้องขาวเท่านี้ หากไม่ขาว ไม่มีสิว เราก็ไม่สวย เราเข้าใจกันอย่างนี้ทุกวัน จนลืมไปว่า เราทุกคนจะสวยที่สุดในแบบของตนเอง ไม่ใช้เลียนแบบใครๆ หากรู้จักศึกษาข้อมูล เลือกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้อย่างตรงวัตถุประสงค์มีสติทุกครั้ง ก็ทำให้เราสวยในแบบที่เป็นเรา

19 สิิงหาคม 2557
นุชา


ฝากกดไลท์เพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/Diaryhome

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา
http://happyacne2you.blogspot.com/

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่
http://www.youtube.com/channel/UC6yq9nAdCU1wWu8d1WxRREw/videos


รักษาสิว, การรักษาสิว, สิวหายขาด, สิวเรื้อรัง, สิวหายได้, สิวอุดตัน, สิวเห่อ,

I Have A Dream ฉันมีฝัน : ไปมหาลัยโดนเพื่อนทักว่าผิวดีขึ้น

เป็นอีกวันที่ตื่นเช้าไปเรียน วันนี้นุชาเรียนวิชา การภาษีอากร แค่ได้ยินชื่อหลายๆ คนคงจะสยองกันไม่น้อย นุชาก็สยองเหมือนกัน แต่นุชาก็พยายามสุนกกับมันนะ พอเรียนๆ ไป เออ มันกสนุกจริงๆ ด้วยแหละ


วันนี้ นุชานั่งเรียนในห้องเรียนที่ ล่ำลือกันว่าหนาวเย็นมากๆ ดูจากภาพก็น่าจะรู้ เหมือน อพยพตัวเองไปขั้วโลกเหนือก็ไม่ปาน

พี่น้องแนน -  พี่น้องนา -  นุชา

วันนี้เป็นวันที่รู้สึกดีใจในความสำเร็จนะครับ เพราะมีพี่ๆ เพื่อนๆ หลายคน ทักนุชาเรื่องผิวหน้าว่า ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก โดยหลายคนบอกว่าเมื่อก่อนสิวเต็ใหน้าเลย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเหลือแต่รอยที่ต้องรักษาไม่มากนิดเดียวเอง พอได้ยินนุชาก็ดีใจมาก พร้อมกับพูดว่า "มันต้องดีขึ้นนะ" เพราะตั้งใจมากในการรักษาสิวด้วยตนเอง

จากนั้นพวกเราก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับที่ไปที่มาว่ารักษาด้วยตนเองอย่างไร หลายคนไม่ทราบเลยว่านุชาเขียนบล็อกรักษาสิว จนกระทั้งเป็นเพื่อนในเฟสถึงทราบว่า นุชารักษาสิวเอง 

ซึ่งหลายคนคิดว่ารักษากับคลินิกรักษาสิวมาตลอด อาจเป็นเพราะว่าเมื่อก่อน เมื่อมีใครทัก นุชาก็ตอบว่า "กำลังรักษาอยู่"

อย่างไรก็ตามวันนี้ก็เป็นวันที่นุชามีความสุขอีกวันที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของ ผู้คนรอบข้าง ที่เห็นผิวหน้าของนุชาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นครับ


17 สิงหาคม 2557
กรุงเทพฯ 

นุชา

ฝากกดไลท์เพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่ 


รักษาสิว, การรักษาสิว, สิวหายขาด, สิวเรื้อรัง, สิวหายได้, สิวอุดตัน, สิวเห่อ, 

Saturday, August 16, 2014

ถามตอบ : สบู่ -โฟม ล้างหน้ารักษาสิวได้จริงหลอ

สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกๆ คน วันนี้นุชาจะมาตอบคำถาม และพูดคุยเกี่ยวกับ ประเด็นที่หลายๆ คนถามเข้ามาในอินบล็อค ซึ่งส่วนมากจะเป็นน้องๆ มัธยมที่ เข้าใจว่า แค่สบู่ หรือ โฟมล้างหน้า จะสามารถรักษาสิวได้หรือไม่



เมื่อวันก่อน มีน้องคนนึง อินบล็อคเข้ามาในแฟนเพจ และ อินบล็อคทางเฟสส่วนตัวของนุชา ซึ่งตั้งคำถามประเด็นเดียวกันเลยครับ ได้ถามนุชาว่า "พี่นุชา หนูใช้สบู่ล้างกน้า และโฟมล้างหน้ามา 4 เดือนแล้วสิวไม่หายเลยคะ พี่พอโฟมหรือสบู่ที่ทำให้สิวหายได้แนะนำหนูไหมค่ะ"


เป็นคำถามที่นุชาเคยถามตัวเองตอนช่วงเป็นสิวเริ่มแรกเหมือนกัน เพราะตัวเองก็เคยเห็นโฆษณาทีวี เห็นพรีเซนเตอร์บอกว่า แค่ล้างหนเาก็ลดสิว แต่ในทางปฏิบัติตามความเป็นจริง ไม่ใช่เลยครับ เพียงแค่โฟมล้างหน้า หรือ สบู่ สำหรับนุชาแล้ว แทบไม่มีผลทำให้ลดการเกิดสิวเลยครับ นุชาให้ความเห็นว่า

"การใช้แค่สบู่ หรือ โฟมล้างหน้า ไม่สามารถรักษาสิวให้หายได้ครับ "


แต่อย่างไรก็ตาม ตามจุดประสงค์ของการใช้สบู่ หรือ โฟมล้างหน้าแล้ว เพื่อทำความนสะอาดสิ่งสกปรก ซึ่งสิ่งสกปรกนั้นมีส่วนทำให้เกิดสิวได้ครับ ดังนั้น การรักษาสิวให้ได้ผลดีควรเลือกผลิตภัฑณ์ ที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง คนผิวมันก็ใช้แบบคนผิวมัน คนผิวแห้งก็ใช้แบบผิวแห้ง และออกแบบมาสำหรับคนเป็นสิว 

การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ ที่เป็นสคับสำหรับขัดผิว ไม่เหมาะสมสำหรับผิวเป็นสิวอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง และผลิตภัณฑ์ที่นุชาแนะนำให้ใช้ควรมีค่า PH 5.5 ครับ


http://www.sebamedthai.com/images/skin/skin1.jpg

ค่า pH 5.5 มีประโยชน์อย่างไรต่อผิวหนัง 

ผิวหนังที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ นั้นจะมีหน้าที่ปกป้องผิวจากปัญหาต่างๆหลายประการ โดยเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าสภาพความเป็น
กรดอ่อนๆ บนผิวจะช่วยควบคุมสมดุลการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ประจำถิ่น (microflora) และคอยป้องกันไม่ให้จุลทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อผิวเจริญเติบโตได้ 

อย่างไรก็ตาม ขบวนการเผาผลาญของจุลินทรีย์จะก่อให้เกิดสารเคมี 
ซี่งจะทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และเป็นสาเหตุหลักของการเกิดกลิ่นกาย เพื่อลดปัญหาดังกล่าวนี้ และยับยั้งการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วหรือการสะสมของสารซี่งอาจจะก่อให้เกิดภูมิแพ้หรือแม้กระทั่งสารพิษที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของเชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้นการทำความสะอาด ผิวหนังอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ควรพยายามหลีกเลี่ยง การใช้สารฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากจะทำให้เกิดการดื้อของเชื้อได้แล้ว อาจมีผลต่อการทำลายจุลินทรีย์ประจำถิ่น (Microflora) ไปอีกด้วย


สภาพกรดซึ่งเป็นปราการป้องกันตามธรรมชาติของผิว

http://www.sebamedthai.com/images/skin/skin3.jpg


ตราบใดที่ผิวหนังยังปกคลุมด้วยจุลินทรีย์เจ้าถิ่น (Micro flora) ก็แทบไม่มีโอกาสที่เชื้อโรคทั่วไปจะเข้าไปฝังตัวและเติบโตได้ เพราะในสภาวะที่เป็นกรดอ่อนๆ ตามสรีรวิทยาของผิวหนัง จุลินทรีย์ที่ไม่เป็นอันตราย หรือจุลทรีย์เจ้าถิ่นซึ่งมีอยู่บนผิวหนังเป็นปกติเหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่มักชอบอยู่ในสภาวะเป็นกลางอยู่แล้ว ระบบป้องกันตามธรรมชาติของผิวหนังจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อได้รับการดูแลและทำความสะอาดด้วย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีค่า pH 5.5 แต่จะเสื่อม หรือถึงขั้นถูกทำลายเมื่อสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่มีค่าเป็นกลางหรือเป็นด่าง ค่า pH บนผิวหนังที่สูงขึ้นหลังการชำระล้างหรือใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีค่า pH ที่ 6 หรือสูงกว่าจะเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ของเชื้อโรค อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของผิวหนังได้อีกด้วย



ดังนั้นเมื่ออ่านจบแล้ว จะเห็นได้ว่า เพียงแค่สูบ่ล้างหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งผลต่อการรักษาสิวหรือช่วยลดจำนวนสิวอะไรมากมายนัก หากเป็นสิวในควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาร่วมด้วยจะทำให้การรักษาาสิวมีประสิทธิภาพและหายจากสิวได้ครับ


แหล่งอ้างอิงข้อมูล
ค่า pH 5.5 มีประโยชน์อย่างไรต่อผิวหนัง ข้อมูลจาก > http://www.sebamedthai.com/skin_ph55.php



นุชา
16 สิงหาคม 2557
กรุงเทพ ฯ


ฝากกดไลท์เพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/Diaryhome

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา
http://happyacne2you.blogspot.com/

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่
http://www.youtube.com/channel/UC6yq9nAdCU1wWu8d1WxRREw/videos

สบู่รักษาสิว, สิว, รักษาสิว, การรักษาสิว, สิวหายขาด, สิวเรื้อรัง, สิวหายได้, สิวอุดตัน, สิวเห่อ, 

Friday, August 15, 2014

I Have A Dream ฉันมีฝัน : รักษาสิวเดือนที่ 9

เย้........ !! การรักษาสิวของนุชา เข้าสู่เดือนที่ 9 แล้วนะครับ ไวมากนะครับ เดี๋ยวถ้าโทรศัพท์ซ่อมเสร็จ นุชาคงจะคลิปอัพเดทอาการและของที่ใช้อยู่เป้นวิดีโอในช่อง HAPPY NUCHA ทาง YOUTUBE ให้เพื่อนๆ พี่ๆ ได้ดูกันนะครับ

ตุลาคม 2556


15 สิงหาคม 2557

15 สิงหาคม 2557


เพื่อไม่ให้เสียเวลาแล้ว นุชาขอมาอัพเดทให้ทราบเลยนะครับว่า ตอนนี้นุชาคุมสิวตัวเองอยู่แล้วครับ สิวไม่ขึ้นแล้ว ดีใจมากเลยๆ แต่สิวที่กำลังรักษาและหาหนทางในการรักษา คือสิวเสี้ยนหัวแข็งๆ ที่จมูก บางครั้งเอามือสกิด หรือ ใช้แหนบถอน ออกมาเป็น แท่งๆ เลยครับ แปลกดีเหมือนกัน............





นุชาเอาภาพสิวมาให้ดูกันนะครับ ว่าส่วนมากสิวที่นุชาจะขึ้นในช่วงนี้จะเป้นสิวลักษณะเป็นเม็ดอุดตันแบบนี้ สิวทุกหัวจะไม่เกิดการอักเสบเลย แต่สิวจะแห้ง และหลุดออกมากับเส้นขน และสังเกตุได้อีก ว่า สิวจะไม่ขึ้นซ้ำที่เดิมอีกครับ

ช่วงเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา นุชาว่าเป็นเดือนที่ทำให้นุชาเครียดกับชีวิตมากที่สุดเลยครับ อาจเพราะ เกิดจากการเรียนที่เครียดมากๆ โดยเรียนวิชาที่ตนเองไม่ถนัดติดต่อกันนาน ไม่มีเว้นพัก เลยทำให้เครียดติดต่อกันยาว จนทำให้สิวอุดตันเม็ดเล็กๆ ขึ้นที่บริเวณคิ้วทั้งสอง เยอะพอสมควรครับ

แต่ตอนนี้ เริ่มอยู่ตัวเอง หันหน้ามาฟังธรรมมะ ปล่อยวาง ยอมรับผลที่ทำดีกว่า ไม่เครียดแล้วครับ เครียดแล้วส่งผลไม่ดี ทำให้เบื่ออาหาร กรดไหลย้อน ผิวหมองไปหมด ฮ่าๆ เลิกเครียดกันเถอะเนาะ


ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตอนนี้ 
    1.สบู่กรีเซอรีนที่นุชาทำเอง
    2.เบนเซก ใช้ สลับกับตัวละลายสิวของนุชาครับ    
    3. เรตินเอ ใช้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้งครับ เพื่อผลัดเซลล์และควบคุมการแบ่งเซลล์ให้เป็นระบบครับ
    4. กันแดด ถ้าออกไปส่งของ ออกไปเรียนครับ
    5. แป้งฝุ่น MMU และ ปิโอนาตูแรลครับ

อาหารเสริม ตอนนี้สารกัดเมล็ดองุ่นหมดไปแล้ว คาดว่าจะไม่ซื้อต่ออีก เพราะไม่ค่อยเห็นผลมากสำหรับนุชา เพราะผิวนุชาคงจะขาวมากที่สุดได้เท่านี้นครับ ยังคงทานฟักข้าวสกัด และวิตามินซี 500 mg. อยู่ประจำครับ ทานผักผลไม้เยอะหน่อยครับ ส่วนเนื้อสัตว์หรือ อาหารอะไรต่างๆ ก็ทานปกติไม่ส่งผลต่อสิวครับ

ฝากกดไลท์เพจรักษาสิว เรื่องสิว เรื่องบ้านๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/Diaryhome

ติดตามบล็อกการรักษาสิว ของนุชา
http://happyacne2you.blogspot.com/

ดู VDO ทาง YOUTUBE เพื่อการรักษาสิวที่นี่
http://www.youtube.com/channel/UC6yq9nAdCU1wWu8d1WxRREw/videos

     
15 สิงหาคม 2557 
นุชา 
กรุงเทพ ฯ


Tuesday, August 12, 2014

นมบัวหิมะ (Kefir) กับการรักษาสิว

สวัสดีครับปีนี้นุชาสังเกตได้ว่า เป็นปีที่หลายคนให้ความสนใจ และให้ความสำคัญการรักษาและดูแลสุขภาพตนเอง ตามแนวทางธรรมชาติมากขึ้น โดยหลายคนเน้นทานผัก ผลไม้ ปลอดสารเคมี ใช้สินค้า เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู หรือ อะไรต่อมิอะไร ที่เป็นออแกนิก ผลิตจากธรรมชาติทั้งสิ้น

บัวหิมะที่นุชาเลี้ยงเมื่อก่อนครับ

วันนี้นุชาเลยจะมาพูดถึงเรื่อง นมบัวหิมะ (Kefir) ที่นุชาได้มีโอกาสได้ทดลองเลี้ยง ลองทานมานาน จำความได้ว่า เลี้ยงตายไป สามสี่รอบได้แล้ว และปัจจุบันก็ตายไปถาวร ถ้ามีอารมณ์หรือให้มาฟรีก็อยากจะเลี้ยงต่ออยู่นะครับ




เหตุผลเดียวที่นุชา หันมาสนใจการทาน นมบัวหิมะ (kefir) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะต้องการรักษา "สิว" ของตัวเองให้หายขาดครับ เลยสรรหามาทานและเลี้ยงดู


นุชาจำได้ว่าเมื่อปลายปีก่อน ปี 2556 นุชาได้ขอบัวหิมะมาจาก คุณเบิร์ด ทางอีเมลล์ ซึ่งพี่เขาส่งมาให้นุชาฟรีครับ แต่เสียใจมาก เนื่องจากกลับบ้านที่เชียงราย ลืมกรองนม และเอาตัวบัวหิมะใส่ตู้เย็น พอกลับมาถึง กทม. ดูบัวหิมะอีกที ตายซะแล้ว เป็นสีดำ ฟองฟู เลยครับ

ภาชนะที่ใช้สำหรับเลี้ยงบัวหิมะครับ

มาพูดถึงเรื่องรสชาติกันก่อนนะครับ บอกตรงๆ คือ นมบูดครับ นุชาไม่ชอบการดื่มนมวัว จึงใช้นมถั่วเหลือง หมักเลี้ยงแทนครับ อย่างที่บอก ถ้าหมักด้วยนมวัวจะกลิ่นเปรี่้ยวเหมือนนมบูม รสชาติก็ดว้ยครับ ถ้าเลี้ยงด้วยนมถั่วเหลือง สำหรับนุชา บัวหิมะเติบโตช้า แต่ทานง่ายกว่า และเปรี่ยวน้อยกว่า และอร่อยกว่าครับ

1 แก้วก่อนนอน

ประสบการณ์ในการทาน นุชาทานประมาณ 5-6 เดือน ครับ และหยุดไป เนื่องด้วยสาเหตุเพราะว่า มันเลี่ยงค่อนข้างยาก และต้องรักษาความสะอาดมากๆ และอีกสาเหตุที่เลิกทานไปในตอนนั้นคือ เป็นความดันต่ำ และเรอเปรี้ยวครับ มาสังเกตดูแล้วน่าจะเกิดจากที่นุชาทานบัวหิมะทุกวัน เนื่องด้วยนมมีสภาพเป็นกรดมาก ทำให้นุชาเกิดอาการดังกล่าว เมื่อหยุดไปอาหารก็ดีขึ้นและหายไปครับ ไม่ได้ว่าบัวหิมะไม่ดีนะครับ บัวกิมะดีนะ ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้ถ่ายคล่องมาก แต่อาจจะไม่เหมาะถ้าทานมาก หรือนานเกินไปครับ


รายละเอียดในส่วนที่ว่า บัวหิมะคืออะไร เลี้ยงอย่างไร นุชาได้ไปเปิดเจอบทความที่น่าสนใจ เขียนโดย รองศาสตราจารย์พรผจง เลาหวิเชียร ผู้อำนวยการวิทยาลัยการแพทย์ทางเลือก ให้รายละเอียดไว้ชัดเจนแล้ว จึงขอยกบทความทั้งหมดที่เขียน มาให้ทุกๆ ท่านได้อ่านเลยนะครับ 
นมคีเฟอร์เป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีการหมักเพื่อผลิตนมที่มีกรดและแอลกลฮอล์เล็กน้อย กรดโนนม ชนิดนี้เป็นกรดแอซีติกและกรดแลคติค ทำให้เกิดความเปรี้ยว นมหมักคีเฟอร์ผลิตจากการหมักนมกับเม็ดคีเฟอร์ (kefir grain)

ภาพจาก http://thescienceofeating.com/proteins/benefits-of-kefir/
การทำนมคีเฟอร์ เดิมทีแพร่หลายในชนเผ่าพื้นเมืองของพวกคอเคซัส โดยพระธิเบลจากเทือกเขาเกียนเป็นคนเผยแพร่ และศาสตราจารย์นายแพทย์ชาวโปแลนด์นำไปเผยแพร่ในยุโรปเนื่องจากสามารถรักษามะเร็งได้ ต่อมาได้กระจายทั่วไปในกลุ่มประเทศทางตะวันตก การหมักนมคีเฟอร์ในชนเผ่าดั้งเดิม หมักไว้ในถุงหนังสัตว์แล้ววางไว้ใกล้ประตูบ้าน เมื่อคนผ่านเข้าออกประตูบ้าน ก็จะผลักถุงหรือแตะถุงนมเพื่อให้เกิดการผสมกันของนม สำหรับในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้รับเม็ดคีเฟอร์มาจากประเทศธิเบต “เม็ดคีเฟอร์” หรือที่รู้จักกันในนามของชื่อ “บัวหิมะ” คือ การรวมกลุ่มของจุลินทรีย์หลายชนิดประกอบด้วย แลกติกแผลซิคแบคทีเรีย (Lactic acid bacteria) แลกโตคอกไค (Lactococci) ลิวโคนอสตอกส์ (Lcuconostoc) และยีสต์ (yeast) หลากหลายชนิด

รวมถึงจุลินทรีย์อื่น ๆ อีกหลายชนิด ลักษณะเม็ดคีเฟอร์ มีสีขาวเหมือนดอกกะหล่ำ จุลินทร์เหล่านี้มาเกาะกลุ่มรวมกัน (cluster) แบบเอื้อประโยชน์แก่กันเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (symbiosis) สร้างสารอาหารที่มีประโยชน์เป็นส่วนผสมในนมคีเฟอร์


แบคทีเรียและยีสต์หลายชนิดนี้ จะมีชีวิตอยู่รอดและเติบโตได้ดีต้องอาศัยการอยู่ร่วมกัน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ชีวิตหนึ่งจะอยู่รอดได้ขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตอีกหลายสายพันธุ์ ความสัมพันธุ์แบบนี้เป็นการส่งเสริมการเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน เมื่อไหรที่จุลิทรีย์ทั้งหลายเหล่านี้มาอยู่ร่วมกัน ก็จะสร้างสารที่มีประโยชน์การแยกสายพันธุ์บริสุทธิ์ออกมาเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก


เนื่องจากจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่สามารถอยู่อย่างโดเดี่ยวได้เมื่อที่แยกกันอยู่ จุลิทรีย์เหล่านี้ไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตได้ และกิจกรรมทางชีวเคมีที่สร้างสารที่มีประโยชน์จะลดลง นี่คือตัวอย่างการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยอย่างแท้จริง (Margulis, 1995) การอยู่ร่วมกันของจุลินทรีย์เหล่านี้สอนสัจธรรมให้เราได้สำนึกว่า หากกลุ่มคนดีมาอยู่ร่วมกัน ช่วเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนกลุ่มแบคทีเรีย และยีสต์ในคีเฟอร์ ย่อมสามารถสร้างสรรค์ค์ประโยชน์ให้สังคมได้อย่างใหญ่หลวง



นมคีเฟอร์ที่เกิดจากการหมักนมสดพลาสเจอร์ไรซ์กับเม็ดคีเฟอร์ เป็นนมที่มีลักษณะข้นเป็นครีมเนื้อละเอียด มีความสด รสเปรี้ยว มีฟองจากการหมักตัวของยีสต์ รสหวานเล็กน้อย เนื่องจากมีน้ำตาลแลคด๖ศ (lACTOSE) มีแรงตึงผิวน้อยทำให้ดื่มง่าย รสกลมกล่อมคล่องคอ มีกลิ่นเฉพาะตัว นมคีเฟอร์จะไม่บูดเพราะมีกรดจากแบคทีเรียในคีเฟอร์ ที่จะยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียที่จะทำให้นมบูด



ภายหลังกระบวนการหมักนมคีเฟอร์ ผู้บริโภคสามารถกรองนมมาดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Pastcurization) ดังนั้นในนมคีเฟอร์จึงยังคงมีแบคทีเรีย และยีสต์ที่มีชีวิต และเป็นประโยชน์อาศัยอยู่ ความจริงในร่างกายของคนจะมีแบคทีเรียตัวดีเหล่านี้ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นเชื้อโรค บางครั้งการบริโภคยาหลายชนิด หรือบริโภคสารเคมีปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย จะไปทำลายแบคทีเรียที่ดีมีประโยชน์ ทำให้ร่างกายเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคต่ำ


การดื่มนมคีเฟอร์จึงมีประโยชน์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพราะในนมคีเฟอร์มีแบคทีเรียตัวดีหลากหลายชนิดที่ทำหน้าที่คอยเป็นทหารเอกคอยช่วยเราอยู่ รวมทั้งยีสต์สายพันธุ์ที่มีประโยชน์ในคีเฟอร์ เช่น Saccharomyces kefir และ Torula kefir จะควบคุมและกำจัดยีสต์ที่เป็นโทษต่อร่างกาย โดยการสร้างสารเคลือบผนังทางเดินอาหาร ทำให้ทางเดินอาหารสะอาด และแข็งแรงขึ้นอย่างน่าทึ่ง


ส่วนประกอบในนมคีเฟอร์
แบคทีเรีย และยีสต์ได้ผลิตนมที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากแบคทีเรียเหล่านี้สร้างสารที่มีคุณค่าแก่ร่างกาย ได้แก่ กรดอะมิโนหลายชนิด เช่น ไลซีน โปรลีน ซีสเทอิน ไอโซลิวซีน ฟินิลแอลละนิน และอาร์จินิน วิตามินบีรวมหลากหลายชนิด เช่น B6 B12 B13 ไบโอดิน กรดโฟลิกปริมาณสูงวิตามินซี แลกโดส กรดแลกติก และแอลกอฮอล์เล็กน้อย

ประโยชน์ของนมคีเฟอร์
 

      1. มีกรดโฟลิก (Folic acid) จำนวนมาก โดยเฉพาะหากทิ้งไว้ถึง 48 ชั่วโมง กรดโฟลิกจะเพิ่มมากถึง 116% จากปริมาณของนมเดิม กรดโฟลิกทำหน้าที่สร้างเลือด เม็ดเลือดแดงและป้องกันการพิการของทารกแรกเกิด จากผลการวิจัยพบว่า นมคีเฟอร์สามารถดื่มขณะมีครรภ์และสามารถนำมาเลี้ยงทารกได้ (Franworth,2003)
      2. มีน้ำตาลเชิงซ้อนที่ละลายน้ำได้ ได้แก่คีเฟอแรน (Kefiran) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่นทำเครื่องสำอาง ใช้นมคีเฟอร์ทาใบหน้าจะช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เต่งตึง และยังช่วยขจัดสิว คีเฟอร์แรนยังช่วยป้องกันการเกิดแผลพุพองในปากที่เกิดจากเชื้อรา(Thrush) ชนิด C.alhicans
      3. มีวิตามินบีรวมหลายชนิด B6 B12 B13
      4. ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้โลหิตมีการไหลเวียนดี เนื่องจากผลการหมักนมจะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเล็กน้อย ตั้งแต่ 0.02% ไม่เกิน 1.5 %
      5. มีวิตามิน เค ช่วยในการทำงานของตับไต
      6. ช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันชีวิตที่ดีขึ้น รักษาภูมิแพ้
      7. สามารถป้องกันโรคหัวใจ และระบบการทำงานของหัวใจที่บกพร่อง
      8. ช่วยให้การทำงานของตับ ม้ามดีขึ้น
      9. ป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี และช่วยสลายนิ่วในถุงน้ำดี
    10. สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ขจัดเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย
    11. ช่วยปรับความดันโลหิตให้ปกติ
    12. ระงับการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง
    13. ช่วยให้การทำงานของไต และกระเพาะปัสสาวะขึ้น
    14. ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย ลดความเครียดได้ เพราะในคีเฟอร์มีทิพโทแฟน (Tryptophan) จำนวนมาก ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็น ช่วยการทำงานของระบบประสาท นอกจากนี้ในนมคีเฟอร์ยังมี Ca และ Mg มากทำให้ความเครียดคลายลง
    15. เนื่องจากนมชนิดนี้มีสภาพเป็นกรด จึงมีคุณค่าในการบำบัดโรค (Therapcutic) ของระบบทางเดินอาหาร โดยเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในนมคีเฟอร์ จะผลิตกรดออกมามีผลยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย ในลำไส้ และรักษาแผลในกระเพาะลำไส้ ลดการเกิดแก๊สในทางเดินอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังช่วยย่อยจึงทำให้ระบบขับถ่ายดี เนื่องจากนมคีเฟอร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ และกรดอะมิโนที่จำเป็นมากชนิด จึงรักษาสุขภาพร่างกายได้แข็งแรง และโปรตีนในนมคีเฟอร์เป็นโปรตีนโมเลกุล ที่ง่ายต่อการดูดซึมไปเสริมสร้างร่างกาย ทำให้ร่างกายกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เม็ดคีเฟอร์ยังช่วยลดคลอเรสเตอรอล ดดยถ้าหมักนม 24 ชั่วโมง ณ. อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซยสคลอเรสเตอรอลในนมจะลดลง 22.63 % จากปริมาณเริ่มต้น หมัก 48 ชั่วโมง คอลเรสเตอรอลในนมจะลดลง 41.84% ปัจจุบันมีการทดลองนำคีเฟอร์มารักษาคนไข้โรคเลือด เช่น ทลาสซีเมีย โลหิตจาง โรคเกร็ดเลือดต่ำ
    16. ใช้ลดความอ้วนได้ ด้วยการดื่มนมคีเฟอร์แทนอาหารมื้อค่ำ
    17. ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตส ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับขาดเอนไซม์ย่อยน้ำตาลในนม เมื่อดื่มนมคีเฟอร์แล้ว จุลินทรีย์ในนมคีเฟอร์จะช่วยย่อยน้ำตาลในนม ทำให้สามารถดื่มนมทุกชนิดได้โดยท้องไม่เสีย
ฯลฯ

http://users.chariot.net.au/~dna/Makekefir.html#Kefir-d-acqua
ส่วนประกอบ และภาชนะในการเตรียมนมคีเฟอร์
    1. เม็ดคีเฟอร์ 1-2 ช้อนโต๊ะ ต่อนม 1-2 ถ้วยประมาณ 200-250 ซีซี
    2. นมที่ใช้สามารถใช้นมสดจากวัว จากแพะ ได้ทุกชนิด ทั้งพร่องไขมัน และไม่พร่องไข่มัน แต่ต้องผ่านกระบวนการพลาสเจอร์ไรซ์ (Pastcurize) จากประสบการณ์ การทำนมคีเฟอร์ของผู้เขียน ถ้าทำนมคีเฟอร์โดยใช้นมไม่พร่องไขมันจะได้นมคีเฟอร์รสดีไม่เปรี้ยวมาก ถ้าใช้นมพร่องไขมันจะได้นมคีเฟอร์ที่รสเปรี้ยวมาก และเม็ดคีเฟอร์จะอ่อนแออยู่ได้ไม่นาน ถ้าใช้นมถั่วเหลือง เม็ดคีเฟอร์จะขนาดเล็กลงมาก
    3. ตะแกรงที่ใช้กรอง ช้อนตัก ควรใช้พลาสติก ไม้ ผ้า ไม่ควรใช้โลหะเพราะเม็ดคีเฟอร์เป็นกรด จะทำปฏิกิริยากับโลหะ เป็นผลต่อการเจริญ และผลผลิตของคีเฟอร์ได้ แต่อนุโลมให้ใช้ตะแกรงสแตนเลสได้ เนื่องจากเทผ่านเพื่อแยกเม็ดคีเฟอร์ในเวลาไม่นาน
   4. ขวดใส่คีเฟอร์เพื่อเลี้ยง ควรเป็นขวดปากกว้างเป็นแก้วหรือ พลาสติก ห้ามทำด้วยโลหะเด็ดขาดเพราะเม็ดคีเฟอร์อยู่ในขวดนาน ควรใช้ขวดขนาด 750 ซีซี ถึง 1 ลิตร



บทสรุปจากการทานและใช้บัวหิมะในการรักษาสิว จากนุชา


ทำให้นุชาทานว่าบัวหิมะไม่สามารถรักษาสิวได้ครับ ทั้งการทาน และการทาบนผิวหนัง แต่บัวหิมะจะช่วยปรับระบบการขับถ่ายให้ดีขึ้นและถ่ายท้องได้โล่งมากขึ้นครับ ซึ่งหากใครเป็นสิวที่เกิดจากการมีของเสียสะสมในบริเวณลำไส้ก็อาจจะช่วยได้นะครับ


นอกจากการทานแล้ว นุชายังทดลองการนำบัวหิมะมาพอกหน้า ได้ผลลัพธ์คือ หากพอกในระยะเวลา 10 นาที ผิวจับแล้วนุ่มๆ ดีครับ เนื่องจากบัวหิมะมีสภาวะเป็นกรดจึงทำให้เซลล์ผิวผลัดตัวเร็วขึ้นผิวจึงนุ่มครับ แต่หากพอกไว้นานเกินไป หน้าจะเกิดการระคายเคืองเป้นผื่นแดงได้ครับ หากใครเป็นสิวอยากลองเอาพอกหน้าโดยตรงไม่ควรนะครับ ควรหลีกเี่ยงเพระายิ่งจะเกิดการระคายเคืองได้ครับ


ตอนนี้นุชาไม่ได้เลี้ยงบัวหิมะไว้เพื่อทานแล้วครับ เนื่องจากวิธีีชีวิตที่เร่งรีบ และไม่มีเวลามาคอยเปลี่ยนนม และต้องรักษาความสะอาดมากๆ นุชาจึงเลือกช่องทางการเติบจุลินทรีย์ให้กับลำไส้โดยการทานโยเกิร์ตแทนครับ เพราะสามารถซื้อได้ง่ายกว่า และเมื่อเปรียบเทียบราคานม และความสะอาดต่อการเลี้ยงบัวหิมะนุชาเลือกที่จะทาน โยเกิร์ต ดีกว่าครับ แต่หากได้มาฟรีอีกอาจจะเลี้ยงครับเพราะจะเอามาพอกตัวดูบ้าง ตัวจะได้ใสๆ กว่านี้ครับ



แล้วพบกันบทความหน้าครับ
นุชา

13 สิงหาคม 2557

บัวหิมะ, บัวหิมะรักษาสิว, การเลี้ยงบัวหิมะ, บัวหิมะทิเบต,

Saturday, August 9, 2014

ถามตอบปัญหาสิว : ใช้ Benzac กี่วันสิวจะหาย ?

ถามตอบปัญหาสิว : ใช้ benzac กี่วันสิวจะหาย?

มีน้องๆ หลายคนเข้ามาถามนุชาทางช่องทางต่างๆ ทุกวัน และมักมีคำถามเดิมๆ คือ ใช้ benzac กี่วันสิวจะหาย? ซึ่งนุชาขอตอบตอนนี้เลยนะครับ ว่านุชาไม่สามารถประเมินได้ว่าจะหายในระยะเวลาเท่าไหร่ 5 วัน 10 วัน จะกำหนดตายตัวไม่ได้


สิวจะดีขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ สภาพผิวที่เป็นอยู่ ว่าเป็นสิวในระดับที่รุนแรงมากน้อยแค่ไหนครับ บางคนเป็นน้อย ไม่เกิน 10 เม็ด รักษาและทายาอย่างสม่ำเสมอ 1 เดือนก็หายครับ


บางคนเป็นเยอะมาก เต็มหน้า คาดหวังว่าทายาไป 1 อาทิตย์จะหาย เป็นไปไม่ได้แน่นอนครับ อย่างน้อยสิวจะขับออกหมดจนกว่าจะลดจำนวนลง อย่างนุชาเอง ใช้เวลา 3-4 เดือน ขึ้นครับ


หากใช้ครีมถูกวิธี คือ ถ้าไม่เกิน 15 นาที ทาน้อยๆ ทาบางๆ ใช้ยาสม่ำเสมอ สิวก็จะลดและหายไปได้
แต่ทั้งนี้ยารักษาสิว benzac ไม่ได้เหมาะกับผิวทุกคน ก่อนใช้จริง ควรทดสอบอาการแพ้ยาด้วยนะครับ





เบนเซกรักษาสิว,สิวหายด้วยเบนเซก,รักษาสิวด้วยตนเอง,สิวหายได้

เมื่อฉันเป็น "กรดไหลย้อน"

สวัสดีครับ วันนี้นุชาจะมาพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา นาๆ สุขภาพ ที่ส่วนตัวนุชานั้นเป็นอยู่ครับ เนื่องจากนุชามีพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต กิน นอน ทันที และ มีความเครียดเป็นประจำครับ จึงทำให้โรคกรดไหลย้อน ที่นุชาเคยเป็นอยู่ เมื่อนานมากแล้ว ที่หายไป กลับมาเป็นอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิมครับ


อาการที่กำเริบ สังเกตุได้เลยครับว่า จะมีอาการไออยู่ตลอดเวลา และมีอาหารเปรี้ยวๆ ที่คอ เนื่องจากนุชาชอบทานอาหารแล้วรีบนอนทันที ตามหลักความเป็นจริงแล้ว ต้องไม่นอนในระหว่างระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงครับ และอีกสาเหตุที่ค้นพบคือ การที่มีความเครียดเป็นประจำ จะทำให้เกิดอาการอยากอ๊วก บ่อยๆ คือแบบไม่เคยเป็นอาการนี้มาหลายปีมากๆครับ 


วันดีคืนดี ตื่นเช้ามา อ้วกออกมาเป็นน้ำดีสีเขียวๆ ขมคอหมดเลย และก็เบื่ออาหารด้วย คาดว่าน่าจะเกิดจากความเครียดครับ 


แต่ตอนนี้อาการเหล่านั้นได้ทุเลาลงบ้างแล้วครับ นุชาได้พยายามปรับอารมณ์ พฤติกรรมของตนเอง และสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การทานอาหารครับ

       -  สิ่งที่นุชาได้ปรับในการทานอาหารโดยการหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ รสจัดจ้าน ลดการทานผลไม้เปรี้ยวเพื่อลดการเกิดกรดเกินในกระเพราะอาหาร และลดอาหารหวาน มัน เค็ม ที่เกินพอดีครับ

       - ไม่นอนทันทีหลังทานอาหารเสร็จ

       - ดื่มน้ำอุ่นๆ ไม่ทานน้ำเย็น

       - ทานขมิ้นชัน ก่อนอาหารครั้งละ 2 แคปซูล 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น และสุดท้ายก่อนนอนอีก 1 เม็ด  นุชาคาดหวังว่าขมิ้นชันนอกจากจะช่วยลดกรดเกินในกระเพาะแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ด้วยครับ 2 in 1 เลย นะครับ
       
       - เริ่มออกกำลังกายบ้างละครับ เพราะแต่ก่อนไม่ค่อยออกเลยครับ

กรดไหลย้อย นุชาศึกษาข้อมูลพบว่า ไม่เป้นอันตรายต่อสุขภาพมากจนเสียชีวิต แต่มันจะทำให้การดำเนินชีวิตของเราน่ารำคาญและแย่ลงได้เช่นกัน หากหลายๆ คนยังมีพฤติกรรมสุขภาพ กินแล้วนอน ทานอาหารมันๆ ไม่ออกกำลังกาย อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นกรดไหลย้อน หรือหายแล้วอาจจะกลับมาเป็นอีกได้ครับ



Thursday, August 7, 2014

บันทึก : รักษารอยสิวจากการดูแลสุขภาพภายใน

สวัสดีครับ ห่างหายไปนานไปเป็นเดือนที่นุชาไม่ได้มาอัพเดทบล็อคเลย หาโอกาสที่จะมาเปิดคอมนั้นยากเหลือเกินครับ เพราะส่วนมากจะใช้โทรศัพท์มือถือในการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า กลายเป้นว่าการที่เราใช้โทรศัพท์ทำให้นุชาเอง "ขี้เกียจ" มากยิ่งขึ้น

จึงทำให้เห็นว่าบางที การใช้เทคโนโลยี แบบที่ไร้ประโยชน์ทำให้เราด้อยการพัฒนาได้เหมือนกันครับ ตอนนี้จึงลดการใช้ลงบ้างครับ มาขยันเขียนบล็อคแทนดีกว่าครับ

วันนี้นุชาจึงจะขอมาอัพเดท ว่าตอนนี้ใช้อะไรรักษารอยสิว หลุมสิวนะครับ ตอนนี้จากสภาพผิวของนุชา ถ้ามองไกลๆ ระยะ 3-5 เมตร จะมองไม่เห้นหลุมเลย หากว่าทา BB หรือ คลินซิเลอร์ เพื่อปกปิดรอยสิวแล้ว ก็จะมองไม่เห้นว่าเป็นสิวครับ แต่นุชาก็นานๆ ทาทีครับ เพราะอยู่แต่ที่บ้าน ไม่ได้ไปไหน เปลืองครีม และเปลืองคลินซิ่งครับ ถ้าออกไปส่งของ ออกไปเดินตลาด ไปมหาลัย ก็จะทาบ้างครับ



ถ้าประเมินสภาพผิวจากปัจจุบันแล้ว นุชาสังเกตุได้ว่า ตอนนี้สิวไม่ขึ้นแล้ว นานๆ จะขึ้นทีครับ
รอยสิวก็ยังคงจางลงเรื่อยๆ ครับ ส่วนตรงที่เป็นรอยเข้มๆ เกิดจากที่สิวหัวช้าง และสิวที่มีถุงซีสอยู่ใต้ผิว ดันตัวออกมา ทำให้เกิดแผล และรอยดำที่ใหญ่มหาศาล และหายยากมากๆ ครับ

สภาพผิวโดยรวมถือว่าโอครับ รูขุมขนเกิดการเรียงตัวที่สวยงาม จากแต่ก่อน เมื่อสังเกตุแล้ว จะชี้ไปคนละทิศละทาง และสังเกตุได้ว่า รูขุมขนกระชับขึ้น และ ความมันบนใบหน้า ลดลงได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่นุชาใช้และทำตอนนี้คือ : 

           1. สารภาพตามตรง นุชาไม่ได้บำรุงผิวหน้าใดๆ ด้วยครีมบำรุง หรือ เจลอะไรครับ ขอลองพักสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของผิวหน้าดูก่อน

           2.ใช้สบู่กรีเซอร์รีนที่นุชาทำ Hand Made เองครับ ผสมทุกอย่างเอง ปรุงให้เหมาะกับตามสภาพผิวที่เป็นอยู่ครับ หากใครสนใจลองซื้อสั่งให้นุชาทำให้ก็ได้นุชายินดีครับ แต่ต้องออเดอร์ล่วงหน้าเด้อ

          3.ยังใช้ครีมละลายสิวยังไม่มียี่ห้อนะเพราะกำลังทดลองใช้ เป็นสูตรที่ผู้ใช้เบนเซกไม่ได้ ไว้จะมาอัพเดทนะครับ และ เรตินเอ แต่นานๆ ใช้ที เช่น อาทิตยละครั้ง สองอาทิตย์ครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดสิว และกระตุ้นการสร้างคลอลาเจน

          4. กันแดดก็ไม่ค่อยได้ใช้เลยครับ


ส่วนการดูแลสุขภาพจากภายใน 

นุชาทานฟักข้าวสกัดเสริมเข้าไป ไม่รู้ว่าตอนนี้ผ่านมานานแค่ไหนแล้วที่ทาน ตั้งแต่เริ่มรักษาสิว จนสิวหายและดีขึ้นจนถึงตอนนี้ นุชาสังเกตุได้ว่า ที่นุชาสิวขึ้นน้อยอาจจะเพราะตัวฟักข้าวช่วยด้วย และช่วงที่เป็นสิวอักเสบมากๆ หากไม่มีฟักข้าวสกัดช่วยก็คงอักเสบเป็นสองสามเดือนแน่ๆ ครับ

การทานอาหารก็ทานเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่ได้งด หรือ อดอะไรครับ อยากทานอะไรก็ทานไป แต่ร่างกายของนุชาจะเลือกทานแต่อาหารที่ตัวเองทานบ่อยๆ เช่นผัก ผลไม้ อาหาร คลีนๆ หากไปทานอาหารประเภทพิชซ่า จะเวียนหัว หรืออยากอ้วกเลย เพราะไม่ได้ทานมานานมาก คงต้องให้ร่างกายปรับไปอีกยาวๆ เลยครับ


เดี๋ยวมาต่อบล็อกใหม่นะครับ กับประสบการณ์ในการรักษาหลุมสิวครับ

ขอบคุณครับ

นุชา

8 สิงหาคม 2557

รอยสิว,รอยจากการกดสิว,รอยแดง,รอยดำ

Wednesday, August 6, 2014

จุดเริ่มต้นสิว - สู่ผิวหน้าใส : น้องไก่สิวหายแล้ว

บทสรุป :จุดเริ่มต้นจากสิว สู่ผิวใส รักษาสิวด้วยตนเอง

สวัสดีครับ เนื่องจากหลายๆ คนติดตามกรณีของน้องไก่ ที่นุชาเคยเปิดโครงการรักษาสิวฟรี เคยได้ส่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไปให้ใช้ และแนะนำการรักษาสิวและสุขภาพของตนเอง จนกว่าจะหายไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ไม่รู้ว่าตอนนี้ระยะเวลาผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว ที่นุชาไม่ค่อยได้มาอัพเดทเคสน้องไก่เลยนะครับ




เริ่มแรกที่รักษาเลยวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ผ่านมาจนถึงวันนี้ก็เกือบ 1 ปี พอดีครับ
อ่านบล็อกที่นี่นะครับ

1.http://happyacne2you.blogspot.com/2013/11/by.html
2.http://happyacne2you.blogspot.com/2014/03/23-31-2557.html

ภาพน้องไก่ตอนเป็นสิว วันที่ 25 กรกฏาคม 2556


ล่าสุดปัจจุบันน้องไก่ได้หายเป็นสิวแล้ว แต่อาจจะมีขึ้นบ้างตอนนอนดึกและเครียด เราได้คุยกันว่าจะไม่ให้น้องส่งภาพการรักษาสิวใมห้แล้ว เพราะน้องเองรักษาสิวหายดีแล้วจึงไม่จำเป็นต้องส่งมาแล้วครับ และนุชาก็อยากมาอัพเดทภาพล่าสุดที่น้องไก่ได้ส่งมาให้นุชาดูนะครับ ว่ามีความเคลื่อนไหวดีขึ้นมากขนาดไหน นุชาเลยขอลงภาพให้ดูกันนะครับ


สัปดาห์ที่ 33 วันที่ 30มีนาคม 2557


สัปดาห์ที่ 34 วันที่ 6 เมษายน 2557



สัปดาห์ที่ 35 วันที่ 13 เมษายน 2557




สัปดาห์ที่ 36 วันที่ 20 เมษายน 2557




ขอข้ามาที่ สัปดาห์ที่ 41 25 พฤษภาคม 2557



และภาพปัจจุบันของน้องไก่เมื่อ วันที่ 6 กรกฏาคม 2557 ที่ผ่านมา
 เมื่อทาแป้งนิดหน่อยก็มองไม่เห็นรอยสิวแล้วครับ นุชาดีใจด้วยกับน้องมากๆ ที่น้องยังรักษาสิวด้วยตนเอง ไม่ย่อห้อต่อเสีงกระทบ หรือ สิ่งกระตุ้นที่ทำให้อยากหายไวๆ อยากน้อยน้องก็ทราบวิธีการรับมือกับสิวด้วยตนเอง และสามรถดำรงค์อยู่อย่างมีความสุข และ รื่นรมณ์ กับหน้าใสไร้สิวของตัวเองต่อไปครับ



นุชาเชื่อมันว่า วิธีการรักษาสิวด้วยตนเองที่นุชาทำอยู่เกิดผลสำเร็จมาก จะขาดน้องไก่ไปไม่ได้เพราะเป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยยืนยันว่าสิวของตัวเองดีขึ้นจริงๆ และยังมีอีกหลายๆ คนที่ทำตามแนวทางและวิธีการรักษาสิวของ และนำมารักษาสิวของตัวเอง จนได้ผลดีและบางคนนุชาไม่ได้ลงมารีวิวให้ ส่วนนี้
คงเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่กำลังจะรักษาสิวของตนเอง ด้วยความเข้าใจต่อไปครับ


แล้วพบกันบทความหน้านะครับ

นุชา

7 สิงหาคม 2557